ยสท. ตั้งเป้าปรับพอร์ตปี 69 ลดพึ่งพาตลาดในประเทศ มุ่งปี 75 ดันสัดส่วนส่งออกและธุรกิจไม่ใช่บุหรี่พุ่ง 40% ชูโรง "โรงงานสกัดนิโคติน-ใบยาซิการ์เชียงราย" เป็น Growth Engine ตัวใหม่
นายภูมิจิตต์ พงษ์พันธุ์งาม ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดเผยว่า ท่ามกลางมรสุมรอบทิศทางของอุตสาหกรรมยาสูบ ทั้งจากโครงสร้างภาษีสรรพสามิต นโยบายด้านสาธารณสุขที่เข้มงวด และวิกฤติบุหรี่ผิดกฎหมายที่กัดกินส่วนแบ่งตลาดไปกว่า 25% ยสท.ได้วางแผนยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร
โดยในปี 2569 ตั้งเป้าหมายรายได้จากการจำหน่ายบุหรี่ซิกาแรตไว้ที่ 6,344 ล้านบาท ซึ่งยังคงเป็นรายได้หลักขององค์กร ควบคู่ไปกับการเร่งสร้างรายได้จากการพัฒนาและต่อยอดธุรกิจใหม่ 379 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนให้ ยสท. สามารถบรรลุเป้าหมายกำไรสุทธิในปี 2569 ที่ระดับ 455 ล้านบาท
ดันส่งออก 1.2 พันล้าน - รุกตลาด 'นิโคตินการแพทย์'
สำหรับเครื่องยนต์สร้างการเติบโตในปี 2569 ยสท. เตรียมรุกหนักใน 3 มิติสำคัญ
1.ตลาดส่งออก ตั้งเป้ามูลค่าส่งออกอยู่ที่ 1,200 ล้านบาท ในปี 69 จากประมาณ 870 ล้านบาท ในปี 68 โดยจัดตั้งสำนักส่งออกและตลาดต่างประเทศเพื่อบุกตลาดเวียดนามและเกาหลีใต้โดยเฉพาะ
2.นวัตกรรมนิโคติน เตรียมแผนลงทุนตั้ง "โรงงานสกัดสารนิโคตินเพื่อใช้ทางการแพทย์" ในปี 70 ซึ่งเป็นการอัปเกรดใบยาสูบสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value)
3.ใบยาพรีเมียม ความสำเร็จในการปลูกใบยาซิการ์ (Cigar Wrapper) ใน จ.เชียงราย ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล จะกลายเป็นผลิตภัณฑ์เรือธงตัวใหม่ในการสร้างรายได้
ทั้งนี้ ยสท. วางเป้าหมายเชิงรุกในการปรับสัดส่วนรายได้เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการขายบุหรี่ในประเทศเพียงอย่างเดียว ซึ่งเดิมทีเคยสูงถึง 95% ของรายได้รวม
โดยในปี 2568 สัดส่วนรายได้ในประเทศลดลง คิดเป็น 85% ส่งออกและธุรกิจอื่น (Non-Cigarette) 15% ขณะที่ตั้งเป้าขยับสัดส่วนในปี 2569 เป็นในประเทศ 78% และส่งออก 22% ก่อนจะขยับเป้าหมายปี 2575 สัดส่วนรายได้ในประเทศลดเหลือ 60% ส่งออกและธุรกิจอื่น (Non-Cigarette) เพิ่มเป็น 40%
"เราต้องปรับตัวให้ทันโลก การพึ่งพาแค่ยอดขายในประเทศอย่างเดียวในภาวะที่ตลาดหดตัวและมีบุหรี่เถื่อนระบาดหนักเป็นความเสี่ยงที่ยอมรับไม่ได้ ยสท. จึงต้องสร้าง New S-Curve จากนวัตกรรมและตลาดโลก"
ปรับกลยุทธ์สู้ศึกบุหรี่เถื่อน
แม้ตลาดในประเทศจะมีแนวโน้มหดตัว แต่ ยสท. ยังคงเดินหน้าสู้ศึกเพื่อรักษา Market Share ด้วยการส่งผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ตลาดในกลุ่มเซกเมนต์ที่ผู้บริโภคให้ความสนใจ เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
นอกจากนี้ ยสท. ยังขยายขอบเขตไปยังธุรกิจบริหารจัดการยาเส้นพื้นเมืองเพื่อช่วยพยุงราคาสินค้าเกษตร พร้อมเดินหน้าบริหารสินทรัพย์ที่มีอยู่ ทั้งโรงพยาบาล โรงพิมพ์ และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ภายใต้หลัก ESG เพื่อให้องค์กรรัฐวิสาหกิจแห่งนี้เติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
นำส่งรายได้รัฐ 2.1 หมื่นล้าน
โดยในปีงบประมาณ 2568 ยสท. สามารถนำส่งรายได้เข้าสู่รัฐในรูปแบบต่างๆ รวมมูลค่ากว่า 31,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากค่าแสตมป์ยาสูบซึ่งมียอดรวมประมาณ 21,000 ล้านบาท แม้ตัวเลขดังกล่าวจะปรับตัวลดลงจากปี 2564 ที่เคยทำได้ถึง 34,000 ล้านบาท อันเนื่องมาจากสภาวะตลาดที่หดตัว แต่ยังคงถือเป็นสัดส่วนรายได้ที่มีนัยสำคัญต่อระบบภาษีของประเทศ
นอกจากนี้ ยสท. ยังได้นำส่งเงินเข้าสู่ระบบผ่านช่องทางภาษีมูลค่าเพิ่มอีกกว่า 2,400 ล้านบาท และภาษีบำรุงราชการท้องถิ่นกว่า 2,000 ล้านบาท รวมถึงภาษีองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) อีกกว่า 600 ล้านบาท ซึ่งเม็ดเงินเหล่านี้ได้กระจายไปสู่การพัฒนาท้องถิ่นทั่วประเทศ
อีกทั้ง ยสท. ยังทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนกองทุนเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมาได้นำส่งเงินบำรุงกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จำนวน 437 ล้านบาท เงินบำรุงองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS) จำนวน 328 ล้านบาท รวมถึงกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติและกองทุนผู้สูงอายุ อีกกองทุนละ 437 ล้านบาท และยังมีการนำส่งรายได้แผ่นดินเข้ากระทรวงการคลังอีกประมาณ 500 กว่าล้านบาท





