วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

3 ตัวชี้วัดรื้อกฎหมายสกัด ‘คอร์รัปชัน’ ไต่อันดับ IMD-World Bank

3 ตัวชี้วัดรื้อกฎหมายสกัด ‘คอร์รัปชัน’ ไต่อันดับ IMD-World Bank

รัฐบาลเตรียมยกระดับวาระแห่งชาติ แก้ภาพลักษณ์ ดึงลงทุน มอบ “บวรศักดิ์ ”แก้กฎหมาย ดันไทยเป็นสมาชิก OECD ตั้งเป้าเพิ่มอันดับ 3 ตัวชี้วัด ทั้งหลักนิติธรรม ธรรมาภิบาล ขีดความสามารถการแข่งขันของ IMD-World Bank

หลังจากที่องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) รายงานผลการจัดอันดับดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perception Index: CPI) ประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 10 ก.พ.2569 ได้สร้างความตื่นตัวให้กับภาครัฐและภาคเอกชนต่อการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยไทยได้คะแนนเพียง 33 คะแนน และอยู่อันดับ 116 ของโลก 

สถานการณ์ความโปร่งใสของไทยที่รายงานออกมาอยู่ภาวะน่ากังวล และกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ โดยเมื่อเทียบประเทศในอาเซียนพบไทยอยู่อันดับ 7 ตามหลังเวียดนาม อินโดนีเซีย และ สปป.ลาว

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และเครือข่าย “กกร.และเพื่อนไม่ทน” ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 11 ก.พ.2569 เพื่อแสดงจุดยืนถึงความเลวร้ายของปัญหาที่กระทบเชื่อมั่นนักลงทุน ขีดความสามารถการแข่งขันของไทย รวมทั้งเสนอให้รัฐบาลและภาครัฐเร่งปราบการทุจริต พร้อมเร่งเชื่อมโยงข้อมูลข้ามหน่วยงานรัฐต้านทุจริต และภาคการเมืองต้องลงมือทำจริงอย่าแค่หาเสียง

ท่าทีรัฐบาลอนุทิน ชาญวีระกุล ที่เตรียมตั้งรัฐบาลใหม่ออกมายืนยันแนวทางการแก้ปัญหาส่วนหนึ่งด้วยการเร่งปรับปรุงกฎหมาย โดยเมื่อวันที่ 12 ก.พ.2569 มอบให้นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี และนายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เตรียมปรับปรุงกฎหมาย

ก่อนหน้านี้ นายบวรศักดิ์ ระบุถึงแนวทางการแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายที่ครอบคลุมทั้ง พ.ร.บ., พ.ร.ฎ.,กฎกระทรวง, ระเบียบ, ประกาศและกระบวนงานที่เป็นภาระกับประชาชน ซึ่งมีผลต่อการใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง

ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวครอบคลุมทุกกระทรวง แต่หน่วยงานที่มีการปรับปรุงกฎหมายจำนวนมาก คือกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

รวมทั้งการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นการปูทางเพื่อเข้าสู่การเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

ตั้งเป้าเพิ่มอันดับ 3 ตัวชี้วัด

รายงานข่าวระบุว่า ก่อนหน้านี้ นายบวรศักดิ์ กำหนดตัวชี้วัดการดำเนินงานที่ดีขึ้น 3 ด้าน คือ

1.อันดับความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ หรือ World Competitiveness Ranking ที่จัดโดย International Institute for Management Development (IMD) ซึ่งปี 2025 ไทยร่วงลงไปอยู่อันดับ 30 จากอันดับที่ 25 ในปีก่อนหน้า

2.ตัวชี้วัดหลักนิติธรรม หรือ Rule of Law Index จัดโดย World justice project ซึ่งในปี 2025 ไทยอยู่อันดับ 77 จาก 142 ประเทศ ซึ่งตามหลังสิงคโปร์ มาเลเซียและอินโดนีเซีย

3.ตัวชี้วัดทางธรรมาภิบาลหลัก (Worldwide Governance Indicators: WGI) ของธนาคารโลก ซึ่งเป็นดัชนีสำหรับอธิบายการรับรู้ถึงประสิทธิภาพในด้านการกำกับดูแลของแต่ละประเทศกว่า 200 ประเทศ

สำหรับการดำเนินการจะครอบคลุมทั้งกฎหมาย ระเบียบ กฎกระทรวง พระราชกำหนด หรือตรากฎหมายใหม่ เพื่อต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศนี้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด 

รวมทั้งต้องปฏิรูประบบการอนุมัติอนุญาต เป็นสาระสำคัญเพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ประเทศ

นอกจากนี้ รัฐบาลยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือร่วมกันและหาวิธีสร้างความโปร่งใสให้มากที่สุด อาทิ

  • สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)
  • สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.)
  • สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)
  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

หวังเตรียมความพร้อมเข้าเป็นสมาชิก OECD

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผลดัชนี CPI ซึ่งไทยได้ 33 คะแนน ลงมาอยู่ลำดับ 116 ซึ่งลดจากปีก่อนหน้า 1 คะแนน เป็นระดับค่อนข้างต่ำ และอาจถูกตีความว่าเป็นไทยเป็นประเทศมีทุจริตสูงและมีความโปร่งใสต่ำ ซึ่งรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและเชิญเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) มาสอบถาม

“ถือว่าอยู่เกณฑ์ต่ำ ถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือสอบตก ดังนั้นต้องเร่งดำเนินการในทุกวิถีทาง ต้องปฏิรูปวิธีการต่อสู้กับปัญหาการทุจริตของประเทศให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

นายอนุทิน กล่าวว่า ไทยเร่งดำเนินการเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เพื่อยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสทำธุรกรรม ซึ่งเป็นการสร้างความน่าเชื่อถืออีกทางให้ไทย