วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

2 นักวิชาการหนุนตั้ง ‘สถาบันอิสระ’ เดินหน้าปฏิรูปการคลัง-ถ่วงดุลนโยบายการเมือง   

2 นักวิชาการหนุนตั้ง ‘สถาบันอิสระ’  เดินหน้าปฏิรูปการคลัง-ถ่วงดุลนโยบายการเมือง   

การปฏิรูปทางการคลังเป็นสิ่งที่มีการพูดถึงกันมากขึ้นถึงความจำเป็นที่ต้องเร่งดำเนินการ หลังจากที่ระดับหนี้สาธารณะของไทยใกล้กับเพดาน 70% ขณะที่รายจ่ายภาครัฐที่เป็นรายจ่ายประจำนั้นสูงถึงกว่า 70% ของงบประมาณโดยรวม ขณะที่การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีรัฐบาลไทยมีรายได้ต่ำกว่ารายจ่ายมาต่อเนื่องทำให้ต้องมีการกู้ขาดดุลงบประมาณติดต่อกันกว่า 20 ปี และล่าสุดการขาดดุลงบประมาณในแต่ละปีนั้นมีสัดส่วนที่สูงกว่า 3-4 % ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีทำให้สัดส่วนการชำระหนี้ในส่วนของภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้แม้รัฐบาลจะมีการแก้ไขแผนการคลังระยะปายกลางฉบับใหม่ที่เริ่มใช้ในปี 2569 – 2571 ที่มุ่งลดการขาดดุลงบประมาณและรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาระดับหนี้สาธารณะให้ไม่เกิน 70% ของGDP และควบคุมรายจ่ายภาครัฐให้เพิ่มขึ้นไม่เกิน 1% ในแต่ละปีงบประมาณ รวมทั้งลดสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณให้ลดลงอยู่ในระดับ 2% เมื่อสิ้นสุดแผน ซึ่งทั้งหมดถือว่าเป็นโจทย์ท้าทายทางการคลังของประเทศโดยเฉพาะเมื่อนโยบายทางการเมืองยังมีเป้าหมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการระยะสั้น

ล่าสุดสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง ฟิทช์ เรทติ้งส์ ได้เตือนเรื่อง มาตรการประชานิยมอย่างคนละครึ่งพลัสที่มีขนาดเกือบ 1% ของ GDP รวมถึงความเป็นไปได้ที่เมื่อรัฐบาลเป็นรัฐบาลผสมนั้นอาจมีการเพิ่มการใช้งบประมาณที่เป็นลักษณะของประชานิยมที่อาจจะสร้างภาระทางการคลัง และกระทบต่อการจัดอันดับเครดิตเรตติ้งของประเทศในอนาคต

 ทั้งนี้ข้อเสนอของนักวิชาการเกี่ยวกับประเด็นการตรวจสอบ ถ่วงดุล การทำนโยบายที่ใช้งบประมาณของรัฐบาลนั้นมองว่าถึงเวลาที่ประเทศไทยควรมีสถาบันที่เป็นอิสระทำหน้าที่ในการตรวจสอบและเสนอแนะการใช้งบประมาณของรัฐบาล

รศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ระบุว่าในทางการคลังจุดอ่อนสำคัญของประเทศไทยเราคือ การขาดกลไกถ่วงดุลเชิงสถาบัน

ดังนั้นเมื่อวันนี้รัฐมีเสถียรภาพทางการเมืองในระดับนึงแล้ว ควรต้องคิดว่าจะปฏิรูปโดยสร้างสถาบันการคลังอิสระที่ช่วยประเมินต้นทุน ความเสี่ยง และผลระยะยาวของนโยบาย เพื่อให้วินัยการคลังตั้งอยู่บน “ระบบ” ไม่ใช่ “ตัวบุคคล”

“ปัจจุบันวินัยการคลังของประเทศต้องพึ่งพาเจตจำนงของรัฐมนตรีคลังเป็นหลัก ถ้าได้คนที่ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพการคลัง วินัยก็จะเข้มแข็ง แต่หากแรงกดดันทางการเมืองมุ่งไปที่นโยบายระยะสั้น ก็จะเน้นประชานิยมมากกว่าเรื่องความยั่งยืนทางการคลัง”

ขณะที่ในประเด็นนี้ ดร. สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)  เคยให้ความเห็นในประเด็นนี้ว่าสถาบันด้านการคลังที่มีความเป็นอิสระจากพรรคการเมืองเป็นสิ่งที่ควรจัดตั้งขึ้นในประเทศไทยเพื่อให้สามารถให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการทำนโยบายเศรษฐกิจแก่รัฐบาล ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพเป็นไปตามวัตถุประสงค์

ทั้งนี้รูปแบบของสถาบันที่จะตั้งขึ้น สามารถดำเนินการยกระดับสำนักงบประมาณประจำรัฐสภา Thai PBO (parliamentary budget office) หรือจัดตั้งใหม่ ให้เป็นองค์กรที่มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง ได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณเพียงพอ มีโครงสร้างเงินเดือนที่จูงใจต่อบุคคลากรคุณภาพ มีอำนาจเข้าถึงข้อมูลการคลังเทียบเท่าฝ่ายบริหาร

รวมทั้งต้องมีการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบให้รัดกุม ตัวอย่างเช่นปรับแก้ พรบ.งบประมาณ โดยให้โอกาสและอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติให้มีส่วนร่วมในการกำหนดงบประมาณเพิ่มขึ้น เช่นให้รัฐบาลต้องจัดทำและส่ง Pre-Budget Statement ให้สภาอนุมัติทั้งด้านแผนรายจ่ายและแผนรายรับในภาพรวมก่อนเริ่มวงจรการจัดทำงบประมาณในรายละเอียดของฝ่ายบริหาร โดยให้มีกรรมาธิการสามัญที่ติดตามเรื่องงบประมาณตลอดเวลาแทนที่จะเป็นกรรมาธิการวิสามัญแต่งตั้งใหม่ทุกปี

รวมทั้งให้ประธานคณะอนุกรรมาธิการต้องมาจากพรรคการเมืองที่แตกต่างจากรัฐมนตรีของกระทรวงที่คณะอนุกรรมาธิการจะพิจารณางบประมาณ ปรับแก้ พรบ. วินัยการเงินการคลัง เช่นปรับองค์ประกอบของคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐให้ไม่เป็นฝ่ายบริหารทั้งหมดดังเช่นปัจจุบัน และให้มีการถ่วงดุลฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการ เช่นให้ Thai PBO ทำหน้าที่ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็นต้น

“ที่สำคัญรัฐบาลต้องไม่ให้ความจำเป็นทางการเมืองระยะสั้นมาบดบังความเร่งด่วนของการวางรากฐานทางการคลังที่มั่นคงทั้งในระยะสั้นและในระยะยาวที่กล่าวถึงข้างต้น เช่นการใช้จ่ายที่มุ้งเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อสร้างคะแนนเสียงเพียงอย่างเดียว” นายสมชัย กล่าว