วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

แผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี69 พื้นที่การเกษตร15ล้านไร่ต้องได้ไปต่อ

แผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี69  พื้นที่การเกษตร15ล้านไร่ต้องได้ไปต่อ

ทั้งปี 2568 ประเทศไทยส่งออกสินค้าเกษตร มีมูลค่า 27,691 ล้านดอลลาร์ หรือ 909,125 ล้านบาท แม้จะลดลง 4.1% แต่ก็เป็นรายได้ที่เข้าประเทศมูลค่ามหาศาลโดยสินค้าเกษตรกลุ่มที่ขยายตัวได้ดี คือ ไก่แปรรูป และ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง

แต่ช่วงสภาพอากาศเปลี่ยนฤดูกาล อาจส่งผลให้ปี 2569 ผลผลิตการเกษตรไม่ดี และอาจกระทบต่อแหล่งรายได้ที่สำคัญทั้งกับเกษตกรและประเทศไทย

กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ขับเคลื่อนแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2568/69โดยปรับแนวทางการวางแผนจากเดิมที่พิจารณาปริมาณน้ำต้นทุนเป็นปัจจัยหลัก มาเป็นการพิจารณาแบบบูรณาการหลายมิติ ควบคู่กับมาตรการจัดสรรน้ำและมาตรการด้านการเกษตร เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความต้องการของตลาด พร้อมป้องกันและลดผล

กระทบจากสถานการณ์ภัยแล้ง ตลอดจนดูแลและสนับสนุนเกษตรกรให้สามารถดำเนินการผลิตได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้กำหนดแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2568/69โดยมีเป้าหมายพื้นที่เพาะปลูกทั้งประเทศรวม 15.60 ล้านไร่แบ่งเป็นข้าวรอบที่ 2 จำนวน12.86 ล้านไร่และพืชไร่พืชผัก จำนวน2.74 ล้านไร่เพื่อให้การเพาะปลูกเป็นไปตามศักยภาพพื้นที่และปริมาณน้ำที่มีอยู่

สำหรับพื้นที่สำคัญ ได้กำหนดแผนการเพาะปลูกตามลุ่มน้ำ ได้แก่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัดพื้นที่ 8.59 ล้านไร่และลุ่มน้ำแม่กลอง 7 จังหวัดพื้นที่1.27 ล้านไร่เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์น้ำของแต่ละพื้นที่

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการวิเคราะห์และชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำนอกเขตชลประทานโดยได้แจ้งเตือนและให้คำแนะนำเกษตรกรในการปรับแผนการผลิตอย่างต่อเนื่อง พร้อมคาดการณ์และเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำเค็มรุกสวนเพื่อป้องกันผลกระทบต่อไม้ผลและพืชเศรษฐกิจ

 โดยได้ประสานการแจ้งเตือนและให้คำแนะนำการจัดการสวนแก่เกษตรกรอย่างใกล้ชิด ส่วนในด้านมาตรการจัดสรรน้ำกรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตรอย่างรัดกุม โดยยึดหลักการใช้น้ำตามลำดับความสำคัญ และจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตรตามแผนที่กำหนด พร้อมติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และปรับแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับ สถานการณ์อย่างทันท่วงที

รายงานข่าวจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร หรือ สศก.ระบุว่าแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วง 2.0-3.0% เนื่องจากปัจจัย ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติ รวมถึงน้ำต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายปี 2568 ซึ่งเป็นผลดีต่อการเพาะปลูกและการเจริญเติบโตของพืชในช่วงฤดูแล้ง รวมถึงการเพาะปลูกในรอบถัดไป

ด้านปัจจัยความต้องการสินค้าเกษตรในตลาดโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้น จากปัจจัยหลายประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหาร เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ต้องเผชิญกับปัญหาจากภัยพิบัติต่างๆ รวมถึงปัญหาด้านโ่วงโว่อุปทานจากความขัดแย้งระหว่างประเทศและสงครามการค้า

อย่างไรก็ตามภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2569 ยังมีปัจจัยเสี่ยงและสถานการณ์สำคัญที่ต้องติดตามได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้สภาพอากาศแปรปรวนมากขึ้น เกิดวาตภัย ภัยแล้งและอุทกภัยที่สร้างความเสียหายต่อพื้นที่และผลผลิตทางการเกษตร

เศรษฐกิจโลกมีทิศทางชะลอตัว โดยเฉพาะประเทศคู่ค้าสำคัญทั้งจีน ญี่ปุ่น กลุ่มยูโรโซนและอาเซียน ซึ่งส่งผลต่อการค้าและความต้องการสินค้าเกษตรไทย

มาตรการกีดกันทางการค้าและกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันและการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย อาทิ มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสุขอนามัยของสหภาพยุโรป และการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานสินค้าที่เข้มงวดมากขึ้นของจีน

นโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐที่ส่งผลต่อเศราฐกิจของประเทศคู่ค้าหลายประเทศรวมถึงการวางแผนการผลิตและการค้าสินค้าเกษตรของไทย และความขัดแย้งระหว่างประเทศในหลายภูมิภาคของโลก เช่น ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สงครามการค้าสหรัฐ-จีน ที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกและการค้าระหว่างประเทศ ทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้าเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของไทย

การวางแผนเพื่อรับมือกับสถานการณ์แต่เนิ่นๆ จะทำให้ความเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศประจำฤดูกาลที่แม้ปัจจุบันกลายเป็นความท้าทายแต่ก็ยังสามารถจัดการได้เพื่อให้ความสูญเส่ียกลายเป็นศูนย์