วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ตลาดเรือยอชต์ปี 69 เศรษฐีจีน อินเดีย เวียดนาม ทุ่ม‘สินทรัพย์เชิงประสบการณ์’-ไทยเร่ง‘มาริน่าชุมชน’

ตลาดเรือยอชต์ปี 69 เศรษฐีจีน อินเดีย เวียดนาม  ทุ่ม‘สินทรัพย์เชิงประสบการณ์’-ไทยเร่ง‘มาริน่าชุมชน’

ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัวอย่างต่อเนื่องและยังแทบจะไร้โอกาสฟื้นตัว อันเนื่องมาจากปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม แต่ก็ยังพบว่า มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่มีรูปแบบการท่องเที่ยวเฉพาะตัวและหรูหราอย่าง“เรือยอชต์”ที่ยังขับเคลื่อนเศรษฐกิจของพวกเขาได้อย่างดีแม้จะมีปัจจัยท้าทายมากมายก็ตาม

ข้อมูลจากResearchAndMarkets.com  ระบุว่า ตลาด“เรือยอชต์หรู”( luxury yacht market) คาดการณ์ว่ามูลค่าจะเพิ่มขึ้นจาก 10.12 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 เป็น 10.76 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 และคาดว่าจะแตะ 14.61 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2031 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 6.31% 

การเติบโตนี้ได้รับแรงหนุนจากจำนวนคนร่ำรวยมากเป็นพิเศษ (UHNWIs :Ultra High Net Worth (UHNW) : ที่เพิ่มมากขึ้นและเป็นกลุ่มคนที่ขับเคลื่อนเทรนด์การท่องเที่ยวและการลงทุนใหม่ที่เรียกว่า "สินทรัพย์เชิงประสบการณ์“ หรือ ”experiential assets"

เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)ประชุมร่วมกับ คณะกรรมการกำกับทางวิชาการของงานจ้างที่ปรึกษา สำหรับโครงการศึกษาจัดทำแผนแม่บทการพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามันให้เป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวและการขนส่งทางทะเล (Maritime Hub) และการพัฒนาท่าเรือชุมชน ในพื้นที่ จังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณา รายงานการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) สำหรับโครงการท่าเรือสำราญและกีฬา (มาริน่าชุมชน) ฉบับสมบูรณ์ พร้อมทั้งให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะในประเด็นที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้ที่ปรึกษาโครงการฯ นำข้อเสนอแนะของคณะกรรมการไปปรับปรุงรายงานให้มีความครบถ้วน สมบูรณ์ และสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ก่อนดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

โครงการดังกล่าว แม้จะเกิดจากข้อริเริ่มเมื่อกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อป 13 ม.ค. 2558 ซึ่งความคืบหน้าก็ยังเป็นไปอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกันตลาดท่าเรือเพื่อการท่องเที่ยวทางทะเลในรูปแบบต่างๆ เช่น เรือยอชต์นั้น มีเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเลแห่งภูมิภาค ซึ่งจะมีส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับมหภาคไปจนถึงระดังท้องถิ่น

ข้อมูลจากResearchAndMarkets.com ยังระบุอีกว่า  การท่องเที่ยวด้วยเรือยอชต์ก็เหมือนกับภาคการขนส่งอื่นๆที่กำลังเผชิญกับช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน ข้อมูลระบุว่า ระบบไฮบริดและระบบไฟฟ้ากำลังได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากผู้สร้างเรือยอชต์มุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านก๊าซเรือนกระจกขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ(International Maritime Organization :IMO) ที่จะเข้มข้นขึ้นในอนาคต 

“เรือยอชต์สไตล์การเดินทางสำรวจกำลังขยายพื้นที่การล่องเรือออกไปนอกทะเลเมดิเตอร์เรเนียน การควบรวมกิจการในตลาดระหว่างผู้สร้างและผู้ประกอบการท่าจอดเรือกำลังทวีความรุนแรงขึ้น โดยกองทุนไพรเวทอิควิตี้กำลังลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรักษาความพร้อมของท่าจอดเรือ”

       ข้อมูลระบุว่า คาดการณ์ว่าการท่องเที่ยวด้วยเรือยอชต์จะคิดเป็น 26% ของเศรษฐกิจทางทะเลภายในปี 2030 นักท่องเที่ยวด้วยเรือยอชต์เป็นกลุ่มที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยใช้จ่ายประมาณ 287 ดอลลาร์ต่อวัน หรือ เกือบ 1 หมื่นบาทต่อวัน ซึ่งคิดเป็นมูลค่าเกือบสองเท่าของค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทั่วไป 

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มนักท่องเที่ยวเรือสำราญ ที่กำลังมีการลงทุนในเรือขนาดใหญ่และหรูหรามากขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์จากการใช้จ่ายระดับพรีเมียม โดยโปรแกรมล่องเรือยอชต์ได้รับความนิยมอย่างสูงจากนักท่องเที่ยว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในจุดหมายปลายทางการล่องเรือกำลังเติบโต ตามแรงขับเคลื่อนของความต้องการของนักท่องเที่ยวสำหรับสถานที่ที่เข้าถึงได้ง่ายและปลอดภัย

การเกิดขึ้นของกลุ่มมหาเศรษฐี-ตลาดใหม่

ประชากรมหาเศรษฐี ซึ่งคาดว่าจะเกิน 587,000 คนภายในปี 2028 กำลังเติบโตในตลาดเกิดใหม่ เช่น เวียดนาม อินเดีย และมอริเชียส โดยคนกลุ่มนี้มุ่งเน้นที่การมีเรือยอชต์ในฐานะการลงทุนที่แสดงถึงความหลงใหล ความเป็นส่วนตัว และผลประโยชน์ด้านไลฟ์สไตล์ แต่ก็ต้องคำนึงถึงความยั่งยืนด้วยซึ่งเป็นความนิยมที่เพิ่มมากขึ้นจากกลุ่มมหาเศรษฐีรุ่นใหม่ ส่งผลให้ความต้องการเรือยอชต์แบบไฮบริดและไฟฟ้ามีสูงขึ้น 

ความท้าทายในการเป็นเจ้าของและการบำรุงรักษา

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจการเป็นเจ้าของเรือยอชต์ บริษัท Princess Yachts รายงานผลขาดทุน 61 ล้านปอนด์ในปี 2022 ท่ามกลางต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นและความท้าทายในตลาดโลก ค่าใช้จ่ายของท่าจอดเรือยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยท่าจอดเรือระดับพรีเมียมมีอัตราค่าบริการที่สูงขึ้น ต้นทุนทางการเงินก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกันเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นและเบี้ยประกันภัยที่สูงขึ้น เพื่อบรรเทาความท้าทายเหล่านี้ เจ้าของเรือจึงหันไปใช้การเป็นเจ้าของร่วมและการเช่าเหมาลำ

การวิเคราะห์ส่วนแบ่งตลาด

ในปี 2025 เรือยอชต์เครื่องยนต์ครองตลาดด้วยส่วนแบ่ง 66.68% สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคสำหรับรูปแบบที่กว้างขวางและความสามารถในการเดินทางระยะไกล เรือยอชต์ไฮบริด/ไฟฟ้าเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตเร็วที่สุด โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 10.09% จนถึงปี 2031 เรือยอชต์ขนาด 20 ถึง 40 เมตรจะครองส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดถึง 43.62% ในปี 2025 ในขณะที่เรือที่มีขนาดใหญ่กว่า 80 เมตรคาดว่าจะมีการเติบโตในอัตราสูงสุดที่ 11.74% CAGR

“แนวโน้มการใช้พลังงานไฟฟ้ากำลังเร่งตัวขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตได้บูรณาการระบบไฮบริดซึ่งให้ประโยชน์ต่างๆ เช่น ลดเสียงรบกวนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง กลุ่มบริษัท Ferretti เพิ่งเปิดตัว Riva El-Iseo ซึ่งเป็นเรือยอชต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบที่เน้นการออกแบบแบบดั้งเดิมควบคู่กับเทคโนโลยีไฟฟ้าที่ทันสมัย”

การแข่งขันพัฒนาเพื่อดึงเม็ดเงินจากรายได้การท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ กำลังเป็นความท้าทายของทุกประเทศ ในรูปแบบ เช่น ยุโรปซึ่งเป็นผู้นำในปี 2025 ด้วยส่วนแบ่ง 42.62% ของตลาดเรือยอชต์หรู จากการต่อเรือที่แข็งแกร่งในอิตาลี เนเธอร์แลนด์ และเยอรมนี 

ในขณะเดียวกัน เอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุด โดยได้รับแรงผลักดันจากการขยายท่าจอดเรือและการจดทะเบียนที่เพิ่มขึ้นในจีน แม้จะมีอุปสรรคทางด้านระบบราชการ แต่ก็มีการริเริ่มโครงการปรับปรุงชายฝั่งให้ทันสมัย ​​โดยเฉพาะในอินเดีย

สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนาแม้จะมีความพร้อมด้านทรัพยากรทางทะเลเพื่อการท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบแต่ไทยเองก็กำลังเผชิญกับคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดนั่นคือ การแข่งกับตัวเองเพื่อทำให้แผนพัฒนาต่างๆปรากฎเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง