วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ต่อสัญญาแหล่งพลังงาน 'ไพลิน' กำรายได้กว่า 7 หมื่นล้าน สกัดซ้ำรอย 'เอราวัณ'

ต่อสัญญาแหล่งพลังงาน 'ไพลิน' กำรายได้กว่า 7 หมื่นล้าน สกัดซ้ำรอย 'เอราวัณ'

จากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ไฟเขียวต่ออายุสัมปทานก๊าซธรรมชาติ แหล่งไพลิน ในอ่าวไทยออกไปอีก 10 ปี ถูกมองเป็น “จิ๊กซอว์สำคัญ” ในการประคองความมั่นคงพลังงานของประเทศ ท่ามกลางความผันผวนด้านพลังงานโลกและต้นทุนการนำเข้า LNG ที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยคาดว่าจะช่วยรักษากำลังผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศได้ราว 400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือประมาณ 10% ของความต้องการใช้ทั้งประเทศ พร้อมสร้างรายได้เข้ารัฐมากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 70,000 ล้านบาท ตลอดอายุสัญญา

นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กรมฯ เตรียมเดินหน้าตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ที่อนุมัติให้ต่อระยะเวลาผลิตปิโตรเลียมสำหรับสัมปทานเลขที่ 1/2529/33 ในแปลงสำรวจหมายเลข B12/27 หรือโครงการแหล่งไพลิน ออกไปอีก 10 ปี โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2571 ถึง 14 มกราคม 2581 เพื่อให้การผลิตก๊าซธรรมชาติดำเนินต่อเนื่องอย่างไร้รอยต่อ

ค้ำเสถียรภาพพลังงาน ลดเสี่ยงนำเข้า LNG แพง

การต่อสัญญาแหล่งไพลินครั้งนี้ ถูกวางบทบาทเป็น “กันชน” ทางพลังงานในช่วงที่หลายแหล่งผลิตในอ่าวไทยเข้าสู่ระยะปลายอายุสัมปทาน หากไม่เร่งตัดสินใจล่วงหน้าอาจเกิดภาวะการผลิตสะดุด (Gas Drop) และบีบให้ไทยต้องนำเข้า LNG ราคาสูงจากต่างประเทศมาทดแทน ซึ่งจะสะท้อนกลับไปยังต้นทุนค่าไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรมโดยตรง

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติประเมินว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปีของการต่ออายุ รัฐจะจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นราว 2,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 70,000 ล้านบาท) ในรูปของค่าภาคหลวง ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม และผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ ขณะเดียวกันยังช่วยรักษาการจ้างงานในประเทศ โดยโครงการแหล่งไพลินมีสัดส่วนพนักงานไทยสูงถึง 99%

บทเรียนเอราวัณ ผลักรัฐตัดสินใจเร็ว

นายวรากร กล่าวยอมรับว่า บทเรียนจากแหล่งเอราวัณในอดีต ซึ่งเคยประสบปัญหาการเปลี่ยนผ่านล่าช้าและข้อพิพาทด้านการรื้อถอน จนทำให้กำลังผลิตก๊าซลดลงอย่างรุนแรง เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐเลือก อนุมัติต่ออายุแหล่งไพลินล่วงหน้าเกือบ 3 ปี เพื่อเปิดทางให้ผู้ดำเนินงานสามารถวางแผนลงทุน เจาะหลุมผลิตใหม่ และดูแลแหล่งผลิตได้ต่อเนื่อง

“การตัดสินใจล่วงหน้า ช่วยลดความเสี่ยงที่กำลังผลิตจะตกฮวบเหมือนที่ผ่านมา และทำให้ประเทศไม่ต้องแบกรับต้นทุนพลังงานที่สูงเกินจำเป็น” นายวรากรกล่าว

เดินหน้าลงนามผู้ร่วมทุน-เร่งแก้กฎหมาย

ขั้นตอนต่อไป กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจะประสานการลงนามสัญญาสัมปทานเพิ่มเติมกับกลุ่มผู้ร่วมทุน นำโดย บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ในฐานะผู้ดำเนินงาน และ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) รวมถึงผู้ร่วมทุนรายอื่น เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

พร้อมกันนี้ กรมฯ เตรียมเสนอแผนปี 2569 เพื่อเร่งแก้ปัญหาความล่าช้าในภาคปิโตรเลียมต้นน้ำ และผลักดันการแก้ไข พระราชบัญญัติปิโตรเลียม เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการต่ออายุสัมปทาน จากเดิมที่กฎหมายจำกัดให้ต่ออายุได้เพียงครั้งเดียวไม่เกิน 10 ปี ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการใช้ทรัพยากรที่ยังมีศักยภาพเหลืออยู่

ยืดอายุพลังงาน สร้างความเชื่อมั่นลงทุน

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ มองว่า การปรับกฎหมายควบคู่กับการต่อสัญญาแหล่งไพลิน ไม่ได้เป็นเพียงการ “ยื้อเวลา” แต่เป็นการปรับกติกาให้สอดคล้องกับบริบทพลังงานโลก เพื่อยืดอายุการผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศ เพิ่มปริมาณสำรองจากระดับประมาณ 8 ปี ให้ขยับเข้าใกล้หรือมากกว่า 10 ปี และสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนกล้าตัดสินใจลงทุนระยะยาว

ทั้งหมดนี้ สะท้อนว่า การต่ออายุแหล่งไพลิน ไม่เพียงรักษาก๊าซ 400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันไว้ในระบบ แต่ยังเป็นการ “ซื้อเวลา” ให้ประเทศไทยเดินหน้าปรับโครงสร้างพลังงาน ควบคู่การพัฒนาแหล่งใหม่และพลังงานสะอาด โดยไม่ต้องแลกกับต้นทุนเศรษฐกิจและค่าไฟที่ประชาชนต้องแบกรับในระยะสั้น

สำหรับรายได้ของรัฐจากการประกอบกิจการปิโตรเลียม ในปี พ.ศ. 2568 (มกราคม – ธันวาคม) รวมทั้งสิ้น จำนวน 101,595 ล้านบาท โดยรายได้ที่จัดเก็บโดย กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ประกอบด้วย

  • ค่าภาคหลวงปิโตรเลียม จากระบบสัมปทาน จำนวน 18,769 ล้านบาท
  • ค่าภาคหลวงปิโตรเลียม จากระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต จำนวน 11,560 ล้านบาท
  • ส่วนแบ่งกำไรของรัฐ จากระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต จำนวน 31,620 ล้านบาท
  • รายได้จากองค์กรร่วมไทย–มาเลเซีย จำนวน 9,565 ล้านบาท
  • เงินผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ จำนวน 1,126 ล้านบาท
  • รายได้อื่น (เช่น ค่าตอบแทนจากการต่อระยะเวลาการผลิต ค่าตอบแทนรายปี ค่าตอบแทนในการใช้สิ่งติดตั้งของรัฐ เป็นต้น) จำนวน 1,678 ล้านบาท และรายได้ที่จัดเก็บโดย กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง
  • ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม จำนวน 27,277 ล้านบาท

ขณะที่ การจัดเก็บรายได้เข้ารัฐจากการประกอบกิจการปิโตรเลียม ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 (ตุลาคม 2566-กันยายน 2567) จำนวนรวมทั้งสิ้น 115,572 ล้านบาท โดยรายได้ที่จัดเก็บโดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ประกอบด้วย

  • ค่าภาคหลวงปิโตรเลียม จากระบบสัมปทาน 21,889 ล้านบาท
  • ค่าภาคหลวงปิโตรเลียม จากระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต 11,876 ล้านบาท
  • ส่วนแบ่งกำไรของรัฐ จากระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต 33,460 ล้านบาท
  • รายได้จากองค์กรร่วม ไทย-มาเลเซีย 12,597 ล้านบาท
  • เงินผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ 781 ล้านบาท
  • รายได้อื่น (ค่าตอบแทนจากการต่อระยะเวลาการผลิต) 1,137 ล้านบาท และรายได้ที่จัดเก็บโดย กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง
  • ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม 33,833 ล้านบาท