วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

'สอน.' จ่อชงงบกลางเยียวยา 'ชาวไร่อ้อย' พื้นที่สีแดง ชายแดน 5 พันไร่

'สอน.' จ่อชงงบกลางเยียวยา 'ชาวไร่อ้อย' พื้นที่สีแดง ชายแดน 5 พันไร่

อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยเดินหน้าปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ทั้งมิติความยั่งยืน การลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการยกระดับศักยภาพเกษตรกร ควบคู่กับมาตรการเร่งด่วนเยียวยาชาวไร่อ้อยในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงครามและข้อจำกัดด้านความมั่นคง ซึ่งทำให้ไม่สามารถเข้าเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ กระทบรายได้ต่อเนื่องหลายปี

นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เปิดเผยว่า ประเด็นเร่งด่วนที่ สอน.กำลังผลักดัน คือการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงครามและข้อจำกัดด้านความมั่นคง โดยกระทรวงอุตสาหกรรมทำงานร่วมกับฝ่ายความมั่นคงดูแลพื้นที่ 5 จังหวัด จากเดิม 1 จังหวัด อาทิ สุรินทร์ และสระแก้ว

บางพื้นที่ถูกกำหนดเป็น “พื้นที่สีแดง” ห้ามเข้า เนื่องจากมีวัตถุระเบิดที่ยังไม่ระเบิดตกค้าง ทำให้เกษตรกรไม่สามารถเข้าไปเก็บเกี่ยวอ้อยได้

ในบางกรณี หากฝ่ายความมั่นคงอนุญาต อาจต้องใช้วิธีเผาอ้อยเพื่อให้มองเห็นตำแหน่งระเบิดก่อนเข้าจัดการพื้นที่

ขณะนี้พบว่า มีอ้อยยืนต้นตายในจังหวัดสุรินทร์ประมาณ 20,000 ไร่ และในสระแก้วอีกประมาณ 20,000-30,000 ไร่ รวมราว 50,000 ไร่ ขณะที่พื้นที่ที่ประเมินว่าเข้าไม่ได้แน่นอน (พื้นที่สีแดง) มีประมาณ 5,000 ไร่

สอน.อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดเสนอขอใช้งบกลางรัฐบาลเพื่อเยียวยา โดยจะคำนวณจากผลผลิตเฉลี่ย 10 ตันต่อไร่ อิงราคาอ้อยขั้นต้นปีนี้ประมาณ 800-900 กว่าบาทที่ 10 CCS และพิจารณาค่าความหวาน (CCS) ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวเฉลี่ยสูงถึง 12-13 CCS จากอากาศหนาว ทำให้ได้ราคาเพิ่มอีกตันละกว่า 100 บาท

ประเด็นสำคัญคือ อ้อยเป็นพืชที่ปลูกครั้งเดียวสามารถเก็บเกี่ยวได้หลายรอบ หรือที่เรียกว่า “อ้อยตอ” ปกติให้ผลผลิต 2-3 ครั้ง หากเกษตรกรเข้าไปเก็บเกี่ยวไม่ได้ จะไม่เพียงสูญเสียรายได้ปีปัจจุบัน แต่อาจกระทบต่อเนื่องถึงผลผลิตปีหน้าและปีถัดไป เพราะไม่สามารถดูแลอ้อยตอได้

ดังนั้น การคำนวณวงเงินเยียวยาจะต้องนำผลกระทบหลายรอบตอมาคิดรวม เพื่อสะท้อนความเสียหายที่แท้จริง

“ระยะเวลาการชดเชยจะพิจารณาจ่ายเป็นรายปี ตามจำนวนรอบการงอกของอ้อยตอ เพื่อให้เท่าเทียมกับเกณฑ์เยียวยาพืชชนิดอื่นใน 5 จังหวัดชายแดน”

นายใบน้อย ระบุว่า จะสรุปยอดพื้นที่เสียหายชัดเจนอีกครั้งหลังสิ้นสุดฤดูกาลหีบอ้อย เพื่อให้การเยียวยาครอบคลุมและเหมาะสม เนื่องจากอ้อยเป็นพืชที่ต้องประเมินความเสียหายต่อเนื่องถึงผลผลิตในปีถัดไป

ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงงานน้ำตาล 58 โรง กระจายอยู่ใน 29 จังหวัดทั่วประเทศ โดยขณะนี้มีโรงงานน้ำตาลที่ผ่านโครงการพัฒนาแนวทางการรับรองฉลากสิ่งแวดล้อมในระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย (Sugar Ecolabel) จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ 1.บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด 2. บริษัท น้ำตาลราชบุรี จำกัด 3.บริษัท น้ำตาลสิงห์บุรี จำกัด 4. บริษัท น้ำตาลราชบุรี (กาญจนบุรี) 5. บริษัท น้ำตาลสระบุรี จำกัด 

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างพื้นที่ปลูกอ้อยได้เปลี่ยนผ่านจากฐานเดิมในภาคกลาง เช่น กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และราชบุรี ไปสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากขึ้น โดยปัจจุบันภาคอีสานมีโรงงานน้ำตาลตั้งอยู่ถึง 23 โรง สะท้อนการกระจายตัวของอุตสาหกรรมที่ชัดเจน

ในมิติการพัฒนาโรงงาน สอน.กำลังผลักดันการแข่งขันในรูปแบบใหม่ที่เน้นความยั่งยืนและการจัดการสิ่งแวดล้อมครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยแนวทางสำคัญประกอบด้วย

1. เกณฑ์การคัดเลือกใหม่ ครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมดินที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม การดูแลแปลงปลูกให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด ขั้นตอนการเก็บเกี่ยวที่ไม่ก่อมลพิษ ระบบความปลอดภัยในโรงงาน และการบริหารจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ

2. มาตรการจูงใจ โรงงานที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานในลักษณะใกล้เคียงระบบ ISO จะได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น มาตรการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อสร้างแรงจูงใจในการลงทุนเทคโนโลยีสะอาด

3. แผนขยายผลโครงการพัฒนาแนวทางการรับรองฉลากสิ่งแวดล้อมในระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย (Sugar Ecolabel) หวังเป็นกลไกเชิงนโยบายที่มุ่งยกระดับกระบวนการผลิตอ้อยและน้ำตาลของประเทศให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการเผาอ้อย ลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อวางรากฐานการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยปีหน้าเตรียมเปิดรับสมัครโรงงานน้ำตาลทั้ง 58 โรงทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมทั้งระบบ จากปัจจุบันนำร่อง 5 โรงงาน

"ความท้าทายสำคัญคือเกษตรกรบางส่วนยังขาดเครื่องมือและองค์ความรู้ในการเพิ่มผลผลิตและคุณภาพอ้อย รัฐบาลจึงเตรียมมาตรการรองรับเชิงระบบ"

ปีที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมออกประกาศในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มฤดูหีบอ้อย ทำให้เกษตรกรปรับตัวไม่ทัน ปีนี้จะประกาศหลักเกณฑ์ล่วงหน้า เพื่อให้เกษตรกรเตรียมแปลงปลูกให้เหมาะสมกับการใช้เครื่องจักร เช่น เครื่องตัดอ้อย เครื่องสางใบ และเครื่องเก็บเกี่ยว

ด้านงบประมาณ รัฐบาลเตรียมวงเงินรวม 6,000 ล้านบาท แบ่งปีละ 2,000 ล้านบาท เป็นเวลา 3 ปี สำหรับโครงการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ ให้เกษตรกรและโรงงานนำไปจัดซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์เตรียมแปลงสมัยใหม่

ท่ามกลางความผันผวนภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม การเดินหน้าปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการยกระดับการแข่งขัน แต่คือการประคองฐานรากเกษตรกรในพื้นที่เปราะบางไม่ให้หลุดจากระบบเศรษฐกิจระยะยาว