ผลการเลือกตั้ง 69 อย่างไม่เป็นทางการ ปรากฏว่า พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของ"อนุทิน ชาญวีรกูล "หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้คะแนนทิ้งคู่แข่งไม่เห็นฝุ่น ได้ ส.ส.เขตและส.ส.แบบบัญชีรายชื่อเฉียด 200 ที่นั่ง กลายเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล โดยหลายภาคส่วนคาดหวังว่า รัฐบาลชุดใหม่ ภายในการนำของนาย"อนุทิน" จะพาประเทศเดินหน้า โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจที่ สื่อต่างชาติมองว่า ไทยอยู่ในสถานะ “เสือป่วย” แห่งเอเชีย
ก่อนการเลือกตั้ง นายอนุทิน ได้ประกาศตัวบุคคลที่จะเข้ามาเป็นทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลหากได้รับการเลือกตั้งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล 3 คน คือ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะกลับเข้าเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเดิม เรียกได้ว่า 3 เก้าอี้นี้ถูกจองไว้แล้ว แถมพ่วงอีก 1 ตำแหน่งคือ รองนายกรัฐมนตรี สะท้อนความชัดเจนว่า ทีมหลัก 3 เก้าอี้เศรษฐกิจถูก "จองไว้ " ล่วงหน้า
เมื่อโฟกัสเฉพาะ "ศุภจี สุธรรมพันธุ์" ถือว่าได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงที่เข้ามารับตำแหน่ง จนถึงปัจจุบัน เพราะในอดีตเคยแต่ทำงานบริหารด้านภาคเอกชน เมื่อเข้ามาเป็นรัฐมนตรีจะสามารถบริหารงานได้แค่ไหน แต่เวลาก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า "ทำได้" และได้รับการยอมรับจากข้าราชการ ภาคเอกชน
โดยหลังจากการประกาศยุบสภา และมีการเลือกตั้งใหม่ นางศุภจีได้ร่วมงานกับ พรรคภูมิใจไทย อย่างเต็มตัว และได้เข้าสู่วงการการเมืองในฐานะหนึ่งหัวหอกทีมเศรษฐกิจของ พรรคภูมิใจไทยแล้ว โดยมีบทบาทสำคัญในการร่วมแถลงนโยบายด้านเศรษฐกิจสำหรับการเลือกตั้งปี 2569 เช่น นโยบายสานต่อ คนละครึ่งพลัส และจีดีพี 3% พลัส พร้อมถูกวางตัวให้คุมบังเหียนกระทรวงพาณิชย์อีกครั้ง เพื่อสานต่อนโยบายแก้ปัญหาค่าครองชีพและผลักดันการค้าโลก
หากว่า เป็นจริงดังที่"นายอนุทิน"ประกาศไว้ นางศุภจี กำลังจะกลายเป็น "รัฐมนตรีคนแรก" ที่เคยดำรงตำแหน่ง "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์" แล้ว ได้กลับเข้ามา “ดำรงตำแหน่งเดิม” อีกเป็นสมัยที่ 2 ทำลายประวัติศาสตร์รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ในรอบ 105 ปี ที่ไม่เคยมีใครกลับเข้ามานั่งเก้าอี้อีกครั้ง
การกลับมาครั้งนี้ของนางศุภจี น่าอยู่ในตำแหน่งไม่น้อยกว่า 2 ปี โดยคาดว่า นโยบายด้านพาณิชย์ น่าจะสานงานเดิมที่เคยทำไว้ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลค่าครองชีพ การส่งออก การรับมือภาษีสหรัฐฯ การเจรจา FTA การแก้ปัญหานอมินีบัญชีม้า ราคาสินค้าเกษตร การขับเคลื่อนทรัพย์สินทางปัญญา การช่วยเหลือ SME การส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก การมุ่งสู่พาณิชย์ดิจิทัล
นายธนาธร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) สะท้อนความเห็นว่า ภาคเอกชนประเมินผลงานของนางศุภจีว่า "สอบผ่าน" และเหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ด้วยพื้นฐานความรู้ด้านการค้าและประสบการณ์ทำงานในระดับนานาชาติ ทำให้เข้าใจมุมมองภาคธุรกิจได้อย่างใกล้ชิด
ภาคเอกชนยังมองว่า แนวคิดการทำงานของรัฐมนตรีพาณิชย์มีมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ ทันสมัย และสอดคล้องกับบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว แม้ช่วง "ฮันนีมูน" จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่หากรัฐบาลกำหนดทิศทางการเปิดการค้า (Direction) ชัดเจน ภาคเอกชนก็พร้อมสนับสนุนเต็มที่
ข้อเสนอสำคัญคือ การกำหนดตำแหน่งของประเทศไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) ให้ชัด เพื่อจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะบทบาทของ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ในการผลักดันการส่งออกให้ตอบโจทย์ตลาดโลก
เสียงสะท้อนของ "ผู้ส่งออก" ต่อการกลับมาอีกครั้งของนางศุภจี ได้รับการตอบรับจากภาคเอกชน โดยเฉพาะ "ผู้ส่งออก"ที่ต้องทำงานร่วมกันเพื่อผลักดัน "การส่งออก" ที่เป็นเครื่องจักรสำคัญของ เศรษฐกิจไทย ซึ่งรัฐบาลอนุทิน 2 ที่คาดว่าจะมี “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” เป็นรมว.พาณิชย์สมัยที่ 2 และจะเป็นความหวังของภาคเอกชนในการฟันฝ่าวิกฤตการค้าและโลกแบ่งขั้ว





