วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

รู้จัก ‘B-READY’ดัชนีใหม่แทน ‘Ease of doing business’ ‘ธนาคารโลก’ ใช้ประเมินความยาก-ง่ายทำธุรกิจ

รู้จัก ‘B-READY’ดัชนีใหม่แทน ‘Ease of doing business’  ‘ธนาคารโลก’ ใช้ประเมินความยาก-ง่ายทำธุรกิจ

ความยาก-ง่ายในการทำธุรกิจของแต่ละประเทศถือเป็นดัชนีหนึ่งที่บริษัทข้ามชาติ และนักลงทุนต่างประเทศใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินว่าประเทศต่างๆมีความสนใจน่าเข้าไปลงทุนหรือไม่ ซึ่งหลายปีก่อนหน้านี้ธนาคารโลก (World Bank) มีการประเมินโดยใช้ชื่อว่า “Ease of doing Business”

อย่างไรก็ตามธนาคารโลกได้มีการเปลี่ยนเกณฑ์การประเมินดัชนีความยาก-ง่ายในการทำธุรกิจของประเทศต่างๆ มาใช้ดัชนีใหม่ที่เรียกว่า (Business Ready) หรือ “B-READY”  

นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กล่าวว่า “B-READY”  คือโครงการประเมินสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและการลงทุนทั่วโลกฉบับใหม่ของ World Bank ที่เริ่มใช้ในปี 2024-2026 แทนโครงการ Doing Business เดิม โดยมุ่งเน้นความโปร่งใสและครอบคลุม 10 หัวข้อหลักในวงจรชีวิตธุรกิจตั้งแต่เริ่มก่อตั้งธุรกิจ ไปจนถึงการเลิกกิจการ โดยในส่วนของประเทศไทยจะมีการประกาศผลคะแนนภายในปีนี้

สาระสำคัญของ B-READY การประเมินวัตถุประสงค์: ประเมินความยากง่ายในการประกอบธุรกิจเพื่อดึงดูดการลงทุน โดยปรับกฎระเบียบให้เอื้อต่อภาคเอกชนมากขึ้น โดยให้ความสำคัญ 3 เสาหลัก (Pilar)  ได้แก่กรอบการกำกับดูแล (Regulatory Framework) การบริการสาธารณะ (Public Services) และประสิทธิภาพการดำเนินการ (Operational Efficiency) เพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ที่สะท้อนจากประสบการณ์จริงของภาคเอกชน

 นอกจากนี้ การประเมิน ยังให้ความสำคัญกับการประกอบธุรกิจที่ยังยืนและเป็นธรรมครอบคลุมทั้งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ ความรับผิดชอบ ต่อสิ่งแวดล้อมและความเสมอภาคทางเพศ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมสภาพแวดล้อมในการประกอบธุรกิจที่สะดวก รวดเร็ว โปร่งใสและต้นทุนต่ำควบคู่ไปกับความครอบคลุมทางสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล

ภาครัฐเดินหน้าปฏิรูปสภาพแวดล้อมในการประกอบธุรกิจอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ระบบเศรษฐกิจที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล โปร่งใส และแข่งขันได้ในเวทีโลก โดยผลักดันการปรับปรุงกฎระเบียบและงานบริการภาครัฐให้ "สะดวก ง่าย เร็ว เชื่อมโยง และเป็นดิจิทัล" มากยิ่งขึ้น ควบคู่กับการส่งเสริมความยั่งยืน ด้านสิ่งแวดล้อม ความเท่าเทียม และการเข้าถึงบริการของผู้ประกอบการทุกกลุ่ม

สำหรับการพัฒนาที่สำคัญในระยะที่ผ่านมา คือการเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาเชิงระบบครอบคลุมทั้ง 10 ด้านของวงจรธุรกิจโดยเน้นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานการลดขั้นตอน ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการให้บริการ ตลอดจนการปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรค สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของภาครัฐไปสู่การเป็น "รัฐบาลที่โปร่งใสและมุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน” โดยรายละเอียดและการดำเนินการทั้ง 10 ด้านประกอบไปด้วย

1. ด้านการเข้าสู่ธุรกิจ (Business Entry) โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบได้แก่  กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร  สำนักงานประกันสังคม สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดยในส่วนที่ได้มีการดำเนินการไปแล้ว ได้แก่

- ระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัล DBD Biz Regist โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดให้บริการจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัลเต็มรูปแบบตั้งแต่ 16 มกราคม 2568 ช่วยให้จดทะเบียนธุรกิจได้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย พร้อมทั้งกรอก ข้อมูลผ่าน e-Form ที่ช่วยให้กรอกง่ายขึ้น และรองรับการยืนยันตัวตนและลายเซ็น อิเล็กทรอนิกส์

- เลขทะเบียนเดียว (Unique Business Identifier) โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเชื่อมโยงงานบริการร่วมกับกรมสรรพากรและสำนักงานประกันสังคมเพื่อให้ผู้ประกอบการเริ่มต้นธุรกิจด้วยการจดทะเบียนนิติบุคคล จดทะเบียนภาษีและ ขึ้นทะเบียนนายจ้าง ภายในขั้นตอนเดียวด้วยเลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลัก

- การอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการต่างชาติกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพัฒนาระบบ e-Foreign Business เพื่อให้ผู้ประกอบการต่างชาติสามารถยื่นคำขออนุญาตและรับหนังสือรับรองผ่านระบบออนไลน์ได้แบบครบวงจร

ส่วนการพัฒนาระยะต่อไป จะมีการเสนอการทบทวนบัญชีท้าย พ.ร.บ. การประกอบ ธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เพื่อปรับลดข้อจำกัดของบางกิจการให้เหมาะสม กับสถานการณ์ปัจจุบัน ปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การฟอกเงิน (ฉบับที่.) พ.ศ.... โดยสำนักงาน ปปง. เพื่อรายงานผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial Ownership) เพื่อสร้างความโปร่งใสทางธุรกิจ

2.ด้านที่ตั้งธุรกิจ (Business Location) โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบได้แก่  กรมที่ดิน  กรมโยธาธิการและผังเมือง  สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)  และ กรุงเทพมหานคร

โดยที่ผ่านมีการการพัฒนาที่ดำเนินการแล้วได้แก่

การพัฒนางานบริการที่ดินให้เป็นดิจิทัล กรมที่ดินพัฒนาบริการดิจิทัลให้สามารถเข้าใช้งานผ่านแอป SmartLands และแอปทางรัฐและแอปทางรัฐ ได้แก่ LandsMaps สำหรับตรวจสอบข้อมูลแปลงที่ดินและค่าธรรมเนียม CondoMap แสดงข้อมูลคอนโดแบบ 3 มิติ  e-Qlands ระบบจองคิวล่วงหน้า และ e-Service สำหรับขอหนังสือรับรองราคาประเมิน

การจดทะเบียนที่ดินต่างสำนักงานออนไลน์กรมที่ดินเปิดให้บริการจดทะเบียนที่ดินต่างสำนักงานออนไลน์แล้วใน 34 จังหวัด (230 สำนักงาน) เพื่อให้ประชาชนสามารถทำธุรกรรมที่ดินได้โดยไม่ต้องเดินทางไกล

แพลตฟอร์ม DPT Town Square โดยกรมโยธาธิการและผังเมืองพัฒนาแพลตฟอร์ม DPT Town Square เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลกลางเพื่อให้บริการประชาชนที่ครอบคลุมทั้งการผังเมือง การพัฒนาเมือง การควบคุมอาคาร และงานด้านช่าง

ระบบออกใบอนุญาตก่อสร้างออนไลน์ BMA BCO กรุงเทพมหานครพัฒนาระบบออกใบอนุญาตก่อสร้างออนไลน์ BMA BCO (Building Control Office) สำหรับการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่เชื่อมโยงข้อมูลกับกรมที่ดินและสภาวิศวกร ซึ่งได้เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567

ส่วนการพัฒนาในระยะต่อไป จะขยายการเปิดให้บริการจดทะเบียนที่ดิน ต่างสำนักงานออนไลน์ใน 56 จังหวัดภายใน ปี 2569 และจะครอบคลุมครบทุกจังหวัดภายในปี 2570 จำนวน 462 สำนักงาน แก้ไขประมวลกฎหมายที่ดินเพื่อรองรับการใช้โฉนดที่ดินอิเล็กทรอนิกส์แทนเอกสารกระดาษในอนาคต การขยายระบบออกใบอนุญาตก่อสร้างออนไลน์ BMA BCO สำหรับอาคารขนาดใหญ่ให้ครอบคลุมถึงอาคารสูงและอาคารพิเศษ

3. ด้านบริการด้านสาธารณูปโภค (Utility Services) หน่วยงานรับผิดชอบ ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง  การประปานครหลวง  กสทช.

โดยที่ผ่านมามีการการดำเนินการ ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวงพัฒนาบริการออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน PEA Smart Plus โดยผู้รับบริการสามารถยื่นคำขอตรวจสอบสถานะและชำระค่าบริการได้ครบวงจร และลดขั้นตอนและค่าธรรมเนียมบางบริการพร้อมทั้งมีระบบติดตามดัชนีคุณภาพไฟฟ้า (SAFVSAD) เพื่อลดความถี่และระยะเวลา ที่ไฟดับ นอกจากนี้ ร่วมกับ กทม. ในการจัดระเบียบสายสื่อสารและนำสายไฟฟ้าลงใต้ดิน ประปา การประปานครหลวงพัฒนาบริการออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน MWA on Mobile โดยผู้รับบริการสามารถขอติดตั้งประปาใหม่ ดูประวัติการใช้ประปาและค่าใช้จ่ายย้อนหลัง ดูข้อมูลคุณภาพน้ำ นอกจากนี้ มีการนำน้ำที่มาจากกระบวนการผลิตกลับมาใช้ใหม่

ส่วนด้านอินเทอร์เน็ต กสทช.ได้เดินหน้าดำเนินนโยบาย Single Last Mile จัดระเบียบสายสื่อสารเพื่อแก้ปัญหาสายสื่อสารรกรุงรังบนเสาไฟฟ้า รวมทั้งนโยบาย Green ICT ที่บูรณาการเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมในเงื่อนไขใบอนุญาตการประมูลคลื่นและการอนุญาตโครงข่าย และศูนย์ข้อมูลที่มีมาตรฐานประหยัดพลังงาน

ส่วนการดำเนินการในระยะต่อไป ได้แก่ การจัดระเบียบสายไฟ สายสื่อสารและวางท่อ ร้อยสายร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำฐานข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตและเผยแพร่ข้อมูลการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ทั้ง Fixed Broadband และ Mobile Broadband เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบความโปร่งใสได้

4.ด้านแรงงาน (Labor) หน่วยงานที่รับผิดชอบได้แก่ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สำนักงานประกันสังคม กรมการจัดหางาน

โดยการดำเนินการที่ผ่านมาได้แก่ การปรับปรุงกฎหมายแรงงานให้ทันสมัย กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานปรับปรุงกฎหมายรวม 7 ฉบับ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และสถานการณ์การจ้างงานในยุคปัจจุบันเช่น การรองรับการทำงานที่บ้านและการคุ้มครองผู้ทำงานบนแพลตฟอร์ม การบังคับใช้หลักความเท่าเทียมและการห้ามเลือกปฏิบัติ

การเชื่อมโยงข้อมูลนายจ้างและลูกจ้าง โดยสำนักงานประกันสังคมเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมสรรพากรเพื่อให้การยื่นคำขอการจดทะเบียนและการรายงานข้อมูลนายจ้างและลูกจ้างทำได้สะดวกขึ้นลดการเดินทางและลดขั้นตอนต่าง ๆ ครอบคลุมทั้งกรยื่นคำขอการตรวจสอบสิทธิประโยชน์ และบริการสำคัญอื่นๆแบบออนไลน์

ส่วนการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ของลูกจ้าง สำนักงานประกันสังคมปรับปรุงสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน เช่น การเพิ่มอัตราการจ่ายเงินกรณีว่างงานทั้งจากการเลิกจ้างและการลาออกเพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับการคุ้มครองที่เพียงพอและเหมาะสมยิ่งขึ้น

สำหรับการดำเนินการในระยะถัดไป จะเสนอร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม)เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มกลางดิจิทัลยกระดับ 43 กระบวนงานสำหรับนายจ้างเพื่ออำนวยความสะดวกลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายโดยกำหนดเป้าหมายแล้วเสร็จภายในปี 2569

5.ด้านบริการทางการเงิน (Financial Service) หน่วยงานที่รับผิดชอบได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า  และ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

โดยการพัฒนาที่ผ่านมามีการเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อการเข้าถึงสินเชื่อง่ายขึ้นธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดตัวโครงการ Your Data เพื่อจัดทำข้อมูลเปิดที่ทุกคนสามารถใช้สิทธิส่งข้อมูลของตนเอง เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าประปา เป็นต้น ให้แก่ผู้ให้บริการทางการเงินเพื่ออำนวยความสะดวกเมื่อต้องการขอสินเชื่อโดยที่ไม่ต้องไปขอข้อมูลเองระบบจดทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจ

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าพัฒนาระบบจดทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ (e-Secured) เพื่อให้ข้อมูลหลักประกันทางธุรกิจสามารถแลกเปลี่ยนและตรวจสอบได้โดยการจัดทำ MOU เชื่อมโยงข้อมูลหลักประกันทางธุรกิจร่วมกับ 4 หน่วยงาน ได้แก่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมการขนส่งทางบก กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมเจ้าท่า

การปรับปรุงสิทธิประโยชน์ของลูกจ้าง บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิตฯ เพื่อขยายขอบเขตการกำกับดูแลให้ครอบคลุมธุรกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ (Fintech) เช่น การให้กู้ยืมระหว่างบุคคลผ่านแพลตฟอร์ม (P2P Lending) และการระดมทุนผ่าน Crowdfunding

ส่วนการดำเนินการในระยะต่อไป จะยกระดับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน e Payment เพื่อยกระดับการใช้สาน Prompt Pay และปรับปรุงระบบโอนเงินระหว่างธนาคาร (BAHTNET) พร้อมส่งเสริมการนำข้อมูลการชำระเงินมาใช้เชิงวิเคราะห์เพื่อขยายการเข้าถึงบริการทางการเงิน

6.การค้าระหว่างประเทศ หน่วยงานที่รับผิดชอบ ได้แก่ กรมศุลกากร กรมการค้าต่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

โดยการพัฒนาที่ผ่านมาได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการค้า กรมศุลกากรได้พัฒนาระบบ National Single Window (NSW) เพื่อรองรับการยื่นเอกสารการค้าระหว่างประเทศในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ครอบคลุมทั้งในรูปแบบ B2G, B2B และ G2G รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลข้ามพรมแดนผ่าน ASEAN Single Window เดินหน้าการเจรจา FTA ไทย – EU เพื่อขยายการอำนวยความสะดวกทางพิธีการศุลกากรไทยสู่ตลาด

กรมศุลกากรยกระดับการบริหารจัดการการค้าชายแดนโดยนำระบบบริหารความเสี่ยง Central Profile และ Local Profile มาใช้เพื่อลดการตรวจสอบทางกายภาพทั้งสินค้าเข้า/ออก

การยกระดับการค้าดิจิทัล โดยกรมการค้าต่างประเทศ พัฒนาระบบต่าง ๆ เช่น ระบบการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิด สินค้า (DFT SMARTC/O) ระบบการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าแบบไร้กระดาษ (ROVERS PLUS) ระบบบริการส่งออกสินค้ามาตรฐาน (OCS Connect) ระบบการรับรองถิ่นกำเนิด สินค้าด้วยตนเอง (Self - Certification) ระบบการให้บริการออกหนังสือสำคัญการส่งออก-นำเข้าสินค้าฯ (DFT SMART Licensing Systems: SMART - )

ศูนย์ข้อมูลทางการค้าแบบ One Stop Service โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศพัฒนา Thailand National Trade Repository (Thailand NTR) เพื่อเป็นระบบศูนย์ข้อมูลครอบคลุมข้อมูลการค้าสินค้า บริการ การลงทุน และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับ Portal ของอาเซียน

 การดำเนินการในระยะต่อไป เดินหน้าการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทย-เปรู ไทย-สหภาพยุโรป(EU) และไทย-สมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนของไทยสู่ตลาดสำคัญในระดับภูมิภาคและระดับโลก

7. ด้านการจัดเก็บภาษี (Taxation) โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบคือ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต ที่ผ่านมามีการพัฒนาที่โดดเด่น ได้แก่ บริการด้านภาษีออนไลน์ กรมสรรพากรพัฒนาบริการดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง มีการให้บริการกรอกข้อมูลล่วงหน้าอัตโนมัติ Prefilled Tax Return สำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อลดภาระการกรอกข้อมูล รวมถึงเชื่อมโยง ข้อมูลกับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการวิเคราะห์ภาษีลดการยื่นเอกสาร ซ้ำซ้อน ซึ่งช่วยให้สามารถคืนภาษีได้รวดเร็วขึ้น

กรมสรรพากรเปิดให้บริการระบบภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ (D-VAT & SBT) เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 โดยบูรณาการบริการที่เกี่ยวของทั้งหมดกับภาษีมูลคาเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะให้อยู่ในระบบเดียวกันในรูปแบบดิจิทัลแบบ End-to-End ตั้งแต่การจดทะเบียนการยื่นคำขอ การยื่นแบบแสดงรายการภาษี จนถึงการคืนภาษีการปรับโครงสร้างฐานภาษีสิ่งแวดล้อม

กรมสรรพลามิตปรับโครงสร้างการจัดเก็บภาษีรถยนต์ โดยกำหนดให้ปริมาณการปล่อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นฐานภาษี ร้อยละ 100 ตั้งแต่ปี 2563 พร้อมทั้งออกมาตรการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการใช้น้ำมันชีวภาพและพลังงานทดแทนโดยไม่มีการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล

ส่วนในระยะต่อไป มีเป้าหมายในการพัฒนาการให้บริการกรอกข้อมูลล่วงหน้าอัตโนมัติ Prefilled Tax Return สำหรับ นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) พัฒนากลไกคำวินิจฉัยภาษีที่มีผลผูกพัน (Binding Ruling) เพื่อสร้างความชัดเจนในการตีความกฎหมายภาษีอากร เพื่อลดความไม่แน่นอนในทางปฏิบัติ เสริมสร้างความโปร่งใสในการบริหารจัดเก็บภาษี

8. ด้านการระงับข้อพิพาท (Dispute Resolution) โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบคือ สำนักงานศาลยุติธรรม

โดยการพัฒนาที่ผ่านมาได้แก่ ระบบศาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Court) สำนักงานศาลยุติธรรมให้บริการระงับข้อพิพาทออนไลน์ด้วยระบบ e-Filing ให้คู่ความสามารถ ยื่นฟ้องคดี คำร้อง และคำขอผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบ e-Tracking ให้คู่ความติดตามสถานะคดีได้ด้วยตนเอง

มีการใช้ระบบประชุมทางไกล ในคดีบางประเภทที่ไม่ซับซ้อน ทำให้สามารถ พิจารณาคดีจนเสร็จสิ้นโดยไม่ต้องเดินทางมาศาล นอกจากนี้ยังมีระบบ Court Automation สำหรับออกสำเนาเอกสารอิเล็กทรอนิกส์และจัดส่งทางอีเมล

การจัดตั้งศาลและแผนกคดีชำนัญพิเศษสำนักงานศาลยุติธรรมได้จัดตั้งศาลและแผนกคดีชำนัญพิเศษในหลายด้าน เช่น ศาลทรัพย์สินทาง ปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลล้มละลาย ศาลแรงงาน และศาลภาษีอากร เพื่อให้คดีเฉพาะด้านได้รับการพิจารณาโดยผู้พิพากษาที่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งช่วยให้กระบวนการ พิจารณาคดีเป็นไปอย่างรวดเร็วและโปร่งใส

ในส่วนของกลไกการไกล่เกลี่ยและอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรมพัฒนากลไกการไกล่เกลี่ยและอนุญาต ตุลาการทั้งสำหรับกระบวนการ ก่อนฟ้องและระหว่างพิจารณา ในทุกชั้นศาล เพื่อเป็นทางเลือกในการระงับข้อพิพาทนอกเหนือจากกระบวนการพิจารณาคดีตามปกติ ซึ่งช่วยลดปริมาณคดีเข้าสู่ศาล ลดภาระ ค่าใช้จ่ายของคู่ความ และเอื้อให้ข้อพิพาทสามารถยุติลงได้รวดเร็วขึ้น

ส่วนในระยะต่อไป จะมีการสนับสนุนให้มีการยกระดับระบบการออกหนังสือราชการทางอิเล็กทรอนิกส์โดยมีการรับรองความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของเอกสารด้วยใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Certificate)พิจารณาแนวทางการยอมรับและบังคับตามคำพิพากษาศาลต่างประเทศ โดยอาศัยกรอบความร่วมมือทางกฎหมายระหว่างประเทศและหลักปฏิบัติสากลที่เกี่ยวข้อง

9.ด้านการแข่งขันทางการตลาด (Market Competition) โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) กรมทรัพย์สินทางปัญญา สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)  กรมบัญชีกลาง| สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ

ส่วนการพัฒนาที่ผ่านมา ได้แก่สามารถออกมาตรการป้องกันการกีดกันทางการค้า ผลักดันให้สำนักงาน กขค. ส่งเสริมการการค้าที่เป็นธรรมผ่านกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้าและธุรกิจ ตลอดจนการยกระดับกระบวนการสืบสวนและวิเคราะห์ตลาดอยู่เสมอ

 การจัดทำช่องทาง Fast Track การจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ศึกษาแนวทางให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาเปิดให้บริการ Fast Track เพื่อเป็นการพิจารณาให้รวดเร็วกว่าปกติ

ตลาดกลางทรัพย์สินทางปัญญา (IP Mart) โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาพัฒนาตลาดกลางทรัพย์สินทางปัญญา (IP Mart) สำหรับการซื้อ-ขาย-แลกเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญา และเพิ่มเทคโนโลยีสีเขียว เพื่อนวัตกรรมความยั่งยืน

การพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรม โดย สอวช. ส่งเสริมการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมผ่านอุทยานวิทยาศาสตร์ และการจัดตั้งบริษัท Spin-Off ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เพื่อนำผลงานวิจัยมาต่อยอดสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์

ระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) โดยกรมบัญชีกลางพัฒนาระบบ e-GP ที่ครอบคลุมทุกขั้นตอนตั้งแต่การประกาศแผนการจัดซื้อ จัดจ้างจนถึงการอุทธรณ์ และมีมาตรการให้สิทธิประโยชน์แก่ SME เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐอย่างเท่าเทียม

ส่วนการดำเนินการในระยะต่อไป จะผลักดันมาตรการลดหย่อนโทษ (Leniency Program) และการปรับปรุงการควบรวมธุรกิจ (Merger Control) ผ่านการผลักดัน ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการแข่งขันทางการค้า ศึกษาแนวทางการปรับปรุงเกณฑ์ควบรวมธุรกิจ (Merger Control เพื่อให้ครอบคลุมตลาดดิจิทัล ศึกษาแนวทางการตรวจสอบและกำกับดูแลนโยบายด้านการแข่งขันของรัฐวิสาหกิจเพื่อนำมาปรับปรุงระบบการประเมินผลให้สอดคล้องกับหลักการแข่งขันที่เป็นธรรม

และ10. ด้านการล้มละลายทางธุรกิจ (Business Insolvency) โดย หน่วยงานที่รับผิดชอบคือ กรมบังคับคดี สำนักงานศาลยุติธรรม โดยการพัฒนาที่โดดเด่น คือบริการด้านคดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการออนไลน์ โดยกรมบังคับคดีพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้บริการด้านคดีล้มละลายและฟืนฟูกิจการอย่างครบวงจร ครอบคลุมการตรวจสอบสถานะคดี การยืนคำร้องและคำขอรับชำระหนี้ระบบ LED Vote การชำระค่าธรรมเนียม และการนัดพิจารณาคดีได้ รวมทั้งเชื่อมโยงข้อมูลในกระบวนการล้มละลาย กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถาบันการเงิน ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ เป็นต้น

ส่วนการดำเนินการในระยะต่อไป ให้ความสำคัญกับการผลักดันร่างพระราชบัญญัติล้มละลายๆเพื่อกำหนดกระบวนการฟื้นฟูสำหรับ SMEให้สามารถเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการได้เร็วขึ้น

ทั้งนี้การประกาศผลดัชนี B-READY ของประเทศไทยจะมีการประกาศผลในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย.2569 ในช่วงที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมธนาคารโลกและเป็นเจ้าภาพการประชุมขององค์กรการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่นักการเงิน นักเศรษฐศาสตร์ ทั่วทุกมุมโลกจะให้ความสนใจเกี่ยวข้อง ซึ่งหากผลคะแนนออกมาอยู่ในเกณฑ์ที่ดีจะถือเป็นข่าวดีที่ส่งเสริมการประชุม