EXIM BANK เตรียมสินเชื่อหมุนเวียนธุรกิจ 5 หมื่นล้าน หนุน SME ส่งออกปี 69 โต 2% พร้อมขยายตลาดใหม่ ตะวันออกกลาง อินเดีย แอฟริกา เตือน 3 ความเสี่ยงส่งออก ยังเผชิญสงครามการค้า สงครามเทค แนะผู้ประกอบการปิดความเสี่ยงค่าเงิน
นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนภาคการส่งออกในปี 2569 ว่า ธนาคารยังคงตั้งเป้าหมายผลักดันให้การส่งออกของไทยขยายตัวได้ที่ระดับ 2% แม้จะมีปัจจัยลบกดดันรอบด้าน โดยภารกิจสำคัญในฐานะสถาบันการเงินของรัฐคือการสร้างความเชื่อมั่นและแรงจูงใจให้กับภาคเอกชน เพราะหากตั้งเป้าติดลบตั้งแต่ต้นย่อมส่งผลเสียต่อบรรยากาศการค้าการลงทุน
โดยกลไกหลักที่จะนำมาใช้คือการบริหารจัดการสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) วงเงินประมาณ 50,000 ล้านบาท เพื่อเติมเลือดใหม่ให้กับระบบเศรษฐกิจ
นายชลัช ขยายความถึงกลไกสินเชื่อดังกล่าวว่าจะเน้นปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่มีคำสั่งซื้อจริง (Real Demand) เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องที่มักทำให้ผู้ประกอบการไม่กล้ารับออเดอร์ จุดเด่นคือสินเชื่อประเภทนี้จะไม่เกิดยอดคงค้าง (Outstanding) จนกว่าจะมีการเบิกใช้วงเงินเพื่อผลิตสินค้าจริง ซึ่งแตกต่างจากสินเชื่อทั่วไปที่ภาระดอกเบี้ยเดินทันทีที่อนุมัติ
โดยธนาคารประเมินว่าวงเงิน 5 หมื่นล้านบาทนี้ จะสามารถสร้างมูลค่าการส่งออกได้มากกว่าตัวเลขตั้งต้นถึง 2-3 เท่า เนื่องจากวงจรการค้าปกติจะอยู่ที่รอบละ 3-6 เดือน เมื่อผู้ส่งออกรับเงิน ปิดจบออเดอร์ และนำเงินต้นมาคืน ก็สามารถเบิกใช้วงเงินสำหรับออเดอร์รอบถัดไปได้ทันที ทำให้เม็ดเงินก้อนเดิมหมุนเวียนสร้างมูลค่าเพิ่มได้ตลอดทั้งปี
สำหรับทิศทางเศรษฐกิจโลกในปี 2569 นายชลัช ประเมินว่ามีความเปราะบางสูงจากการเผชิญ 3 วิกฤติซ้อนทับ ได้แก่ 1. สงครามการค้า (Trade War) ที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษีตอบโต้เป็นอาวุธบีบให้คู่ค้าเปิดตลาด 2. สงครามเทคโนโลยี (Tech War) ระหว่างมหาอำนาจสหรัฐฯ-จีน ที่ต่างฝ่ายต่างกีดกันและเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานของตนเอง
และ 3. สงครามทางกายภาพ (Physical War) จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กระจายตัวทั่วโลก ทั้งรัสเซีย-ยูเครน และตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ รวมถึงจุดเสี่ยงใหม่ที่อาจปะทุขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้ตัวเลขการส่งออกไปสหรัฐฯ ที่ดูเหมือนเติบโตในปีที่ผ่านมา แท้จริงแล้วเกิดจากปรากฏการณ์เร่งนำเข้าสินค้าล่วงหน้า (Front-Loading) เพื่อหนีภาษี ซึ่งเริ่มส่งผลให้ยอดสั่งซื้อแผ่วลงในช่วงครึ่งปีหลัง
กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK ย้ำว่า การพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียวเปรียบเสมือนการบินฝ่าหลุมอากาศ ดังนั้น ทางรอดของผู้ส่งออกไทยคือการเบนเข็มสู่ตลาดใหม่ หรือ “New Frontiers” ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งน้อยกว่าและมีศักยภาพเติบโตสูง เช่น อินเดีย เวียดนาม แอฟริกา และกลุ่มอาเซียน-5 ซึ่งมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึง 6.4% โดยธนาคารได้วางกลยุทธ์ร่วมกับพันธมิตรอย่างธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (iBank) เพื่อเจาะตลาดมุสลิมและตะวันออกกลางโดยเฉพาะ ซึ่งที่ผ่านมาได้อนุมัติวงเงินสินเชื่อสำหรับกลุ่มประเทศ CLMV และตลาดใหม่ไปแล้วกว่า 9,125 ล้านบาท
นอกจากนี้ นายชลัช ยังได้แจ้งเตือนถึงความเสี่ยงภายในประเทศ ทั้งปัญหาเครื่องจักรเก่า การผลิตสินค้าที่ตกยุค และปัญหาหนี้สะสมที่ทำให้สินเชื่อ SME หดตัวต่อเนื่องถึง 14 ไตรมาส ที่น่ากังวลที่สุดคือความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่เหวี่ยงตัวแรงถึง 8-10% ซึ่งพบว่า SME กว่า 57% ยังไม่มีการป้องกันความเสี่ยง จึงขอแนะนำให้ผู้ประกอบการปิดความเสี่ยงด้วยการจองอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า (Forward Booking) ทันทีที่มีคำสั่งซื้อเพื่อล็อกต้นทุนกำไร และขอเตือนว่า “อย่าผันตัวเป็นนักเก็งกำไรค่าเงิน” เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะขาดทุน โดย EXIM BANK พร้อมให้บริการจอง Forward ในเรทที่ดีกว่าตลาดเพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการใช้เครื่องมือทางการเงินอย่างถูกต้อง
ในด้านความแข็งแกร่งของธนาคาร นายชลัช เปิดเผยว่า ในปี 2569 ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ 60,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันธนาคารมีสถานะทางการเงินที่มั่นคง สามารถรักษาระดับหนี้เสีย (NPL Ratio) ไว้ที่ 3.66% และมีการตั้งสำรองเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตไว้สูงถึง 17,139 ล้านบาท คิดเป็น Coverage Ratio ที่แข็งแกร่งถึง 261.85% พร้อมที่จะทำหน้าที่เป็น "Export Co-pilot" นำพาภาคการส่งออกไทยฝ่าพายุเศรษฐกิจในปีนี้ไปให้ได้





