วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ชายแดนไทย-กัมพูชา สงบ เลือกตั้ง คึกคัก ดันดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนม.ค.69 ปรับตัวดีขึ้น

ชายแดนไทย-กัมพูชา สงบ  เลือกตั้ง คึกคัก ดันดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนม.ค.69 ปรับตัวดีขึ้น

ม.หอการค้าไทย เผย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนม.ค.ปรับดีขึ้นต่อเนื่อง หลังความขัดแย้งไทย–กัมพูชา คลี่คลาย เลือกตั้งคึกคัก ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยปรับตัวทุกรายการเป็นครั้งแรกในรอบ 16 เดือน จับตาเสถียรภาพรัฐบาลใหม่–มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ดัชนีSMEs ยังเผชิญปัญหาสภาพคล่องและเข้าถึงสินเชื่อยาก 

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ  ม.หอการค้าไทย  เปิดเผยว่า  จากการสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนม.ค.2569  พบว่า  ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนม.ค.69 อยู่ที่ระดับ 52.8 ปรับตัวดีขึ้นจากเดือนธ.ค.68  ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 46.4 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน อยู่ที่ 50.5 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 61.6

ทั้งนี้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนกัมพูชายุติและสงบลงตั้งแต่ปลายปี 2568 จนถึงปัจจุบันปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาเริ่มคลี่คลายลง ประกอบกับบรรยากาศการหาเสียงที่คึกคักทั่วประเทศและความหวังที่จะได้รัฐบาลชุดใหม่ที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจให้ปรับตัวดีขึ้นที่อาจส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยอาจฟื้นตัวได้ในอนาคต

 “ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาทีี่คลี่คลายสงบ บวกกับบรรยากาศหาเสียงเลือกตั้งเป็นไปอย่างคึกคักทั่วประเทศ  ประกอบกับคนคาดหวังว่า เมื่อมีรัฐบาลใหม่แล้ว  จะเห็นการกระตุ้นเศรษฐกิจเกิดขึ้น ส่งผลให้คนมีความเชื่อมั่น ” นายธนวรรธน์ กล่าว

ส่วนแนวโน้มดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนก.พ. และมี.ค.จะยังเป็นบวกได้ต่อเนื่องหรือไม่นั้น จุดสำคัญอยู่ที่การจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และการมีนโยบายเศรษฐกิจที่จับต้องได้จริง หน้าตาคณะรัฐมนตรีเป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่

ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา ได้แก่ เสถียรภาพของรัฐบาลผสม ซึ่งยังต้องรอความชัดเจน รวมถึงการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมและจับต้องได้ ตลอดจนการมีคณะรัฐมนตรีที่ได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน โดยเห็นว่าเป็นแนวทางที่รัฐบาลแกนนำกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย  เดือนม.ค. อยู่ที่ 44.4 ปรับตัวดีขึ้นทุกรายการเป็นครั้งแรกในรอบ 16 เดือน นับตั้งแต่ก.พ. 2568 สะท้อนว่าภาคธุรกิจเริ่มมองเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างชัดเจน

โดยภาคธุรกิจเห็นตรงกันว่าบรรยากาศการเลือกตั้งและความคาดหวังต่อรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ  

นอกจากนี้การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นแรงหนุนสำคัญ โดยในรอบ 1 เดือน มีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามากว่า 500,000 คน และนักท่องเที่ยวมาเลเซียกว่า 300,000 คน ซึ่งสะท้อนว่า การท่องเที่ยวกลับมาเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย และช่วยหนุนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจให้ฟื้นตัว

อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังมีความกังวลในประเด็นปัจจัยเสี่ยง ทั้งสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ข้อพิพาทไทย–กัมพูชา การเข้าถึงสินเชื่อที่ยังยาก ต้นทุนทางการเงินสูง กำลังซื้อที่อ่อนตัว และความต้องการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม

 ทั้งนี้ ม.หอการค้าไทย คาดว่า ช่วงไตรมาส 1 ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลใหม่นั้น เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ราว 0.8-1.2% และยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ไว้ที่ 1.6% เท่าเดิม แต่อาจจะมีการทบทวนประมาณการใหม่ ก็ต่อเมื่อสงครามการค้ามีแนวโน้มความรุนแรงมากขึ้น ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงจนเกิดเป็นสงครามจริง

รวมทั้งรอดูนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ ว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาอย่างไรด้วย หากรัฐบาลเดินหน้านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม จะยิ่งเสริมแรงความเชื่อมั่นที่เริ่มฟื้นตัวในขณะนี้ และช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจไทยกลับมามีพลังในการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า   สำหรับผลสำรวจดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ SMEs ประจำไตรมาสที่ 4/2568  โดยสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 655 ตัวอย่าง  ในระหว่างวันที่ 26-30 ม.ค.68 พบว่า ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจ ไตรมาส 4/68 อยู่ที่ 47.8  ซึ่งภาคธุรกิจยังมีความกังวลหลายประเด็น

โดยเฉพาะเรื่อง “สภาพคล่อง” และ “กำไรสุทธิ” ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่มีสัดส่วนผู้ตอบว่า  แย่ในระดับสูง ยอดขายมีแนวโน้มทรงตัว ขณะที่ต้นทุนยังอยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำไรบางลง และกระทบต่อกระแสเงินสดโดยตรง

ผลสำรวจสะท้อนว่า ธุรกิจขนาดกลางยังพอประคองตัวได้ โดยดัชนีสภาพคล่องใกล้ระดับ 50 จุด แต่ธุรกิจขนาดเล็กและรายย่อยยังเผชิญแรงกดดันหนัก ทั้งในด้านสภาพคล่องและกำไร” นายธนวรรธน์ กล่าว

เมื่อแยกตามประเภทธุรกิจ ภาคบริการถือว่าแข็งแกร่งที่สุด โดยดัชนีอยู่เหนือ 50 จุด ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมอยู่ใกล้ระดับทรงตัว ส่วนภาคการค้าต่ำกว่า 50 จุดในหลายพื้นที่ สะท้อนว่าธุรกิจค้าขายยังเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด จึงไม่น่าแปลกที่ผู้ประกอบการเรียกร้องให้มีมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อเพิ่มเติม

นด้านความสามารถในการดำเนินธุรกิจ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนและความสามารถในการชำระหนี้ยังไม่โดดเด่น แม้คุณภาพการบริหารจัดการจะได้รับการประเมินในระดับที่ดี แต่ปัจจัยการแข่งขัน โดยเฉพาะการแข่งขันกับสินค้านำเข้าราคาต่ำจากต่างประเทศ เช่น จีน กลายเป็นอุปสรรคสำคัญ ขณะที่การลงทุนด้านนวัตกรรม การเพิ่มผลิตภาพ และการพัฒนาบุคลากรยังไม่ชัดเจน

ส่วนมิติความยั่งยืนในระยะยาว ดัชนีส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับไม่แข็งแรง สะท้อนว่า SME จำนวนมากยังเน้นการรักษาสภาพคล่องระยะสั้นมากกว่าการลงทุนเพื่ออนาคต โดยผู้ประกอบการจำนวนมากระบุว่า เงินทุนที่ได้รับถูกนำไปหมุนเวียนเพื่อพยุงธุรกิจเพียง 1 เดือน มากกว่านำไปขยายกิจการ

ส่วนสถานการณ์ธุรกิจของผู้ประกอบการ SMEsที่ยังอยู่ต่ำกว่าระดับปกติที่ 50 เป็นผลจากผู้ประกอบการยังประสบปัญหาในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะปัญหาที่สำคัญในเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อ หรือการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ทำได้ยาก ซึ่งส่วนหนึ่งภาคธุรกิจเองต่างมีภาระหนี้สินค้างชำระ หรือมี NPL สูง

โดยเฉพาะกลุ่ม Micro SME ที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ จากภาวะดอกเบี้ยเงินกู้ที่อยู่ในระดับสูง ธุรกิจขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน ดังนั้นจึงทำให้ธนาคารพาณิชย์ขาดความมั่นใจในการปล่อยสินเชื่อ

สำหรับข้อเสนอของ SME ต้องการคือ 1. การขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) โดยขอให้ผ่อนปรนเงื่อนไขการอนุมัติสินเชื่อให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และมีการพักชำระหนี้ หรือการปรับโครงสร้างหนี้

2. การลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยการยกเว้นภาษีสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น (Start up) รวมถึงมาตรการลดค่าน้ำ ค่าไฟ เพื่อช่วยลดต้นทุนให้ธุรกิจ

3. ช่วยโปรโมทสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยสนับสนุนให้มีการจัดงานแสดงสินค้าของผู้ประกอบการ SMEs

4. การจัดอบรมให้ความรู้เรื่องการตลาดออนไลน์ โดยการทำบัญชี และภาษีอย่างเป็นระบบ รวมถึงการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี