วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

“นมโรงเรียน”ส่งไม้ต่อ'กรมปศุสัตว์ 'ดึงศักยภาพคงคุณภาพ-สมดุลสต็อก

“นมโรงเรียน”ส่งไม้ต่อ'กรมปศุสัตว์  'ดึงศักยภาพคงคุณภาพ-สมดุลสต็อก

ตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2569 ที่เห็นชอบการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการโครงการฯ โดยเปลี่ยนหน่วยงานรับผิดชอบหลักจากกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นกรมปศุสัตว์ นั้น

เนื่องจากมีความพร้อม ด้านบุคลากรและโครงสร้างการทำงานในระดับพื้นที่ สามารถกำกับติดตามการดำเนินงานได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนดังกล่าวไม่กระทบต่อหลักการของโครงการ และยังช่วยเสริมความเข้มแข็งให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในการบริหารจัดการน้ำนมดิบส่วนเกินอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการพัฒนาภาคสหกรณ์ให้แข่งขันได้อย่างยั่งยืน

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ครั้งที่ 1/2569 เพื่อขับเคลื่อนโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ ว่า ที่ประชุมยังได้ร่วมกันพิจารณา (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2569 เพื่อใช้เป็นกรอบในการบริหารจัดการ ครอบคลุม การกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ การคัดเลือกผู้ประกอบการ การจัดสรรพื้นที่จำหน่าย และการบริหารงบประมาณ โดยยึดหลักความโปร่งใส เป็นธรรม และคำนึงถึงประโยชน์ของเด็กนักเรียนเป็นสำคัญ พร้อมทั้งเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อนำมาปรับปรุงให้เหมาะสมก่อนประกาศใช้จริง

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือแนวทางแก้ไขปัญหานมกล่องยูเอชทีค้างสต็อก ซึ่งเกิดจากผลผลิตน้ำนมดิบเกินความต้องการ โดยชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด เสนอให้ผ่อนปรนหลักเกณฑ์บางประการเพื่อช่วยหมุนเวียนสต็อกและบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร ควบคู่กับการหาแนวทางระบายผลผลิตส่วนเกินไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น 

พร้อมมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งสำรวจปริมาณนมคงค้างทั่วประเทศภายใน 15 วัน เพื่อนำข้อมูลมาจัดทำแนวทางบริหารจัดการร่วมกัน โดยคำนึงถึงกลไกตลาด มาตรฐานคุณภาพ และความปลอดภัยของผู้บริโภค รวมถึงพิจารณามาตรการตรวจสอบเพิ่มเติม หากมีการปรับเงื่อนไขอายุการเก็บรักษา

“ย้ำให้ทุกหน่วยงานร่วมขับเคลื่อนโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนอย่างเป็นระบบ ทั้งการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ การกระจายสินค้า การบริหารงบประมาณ และการดูแลเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม พร้อมเร่งประชาสัมพันธ์เชิงรุกสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องถึงคุณค่าทางโภชนาการของนม ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน และให้โครงการฯ เป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างสุขภาวะเด็กและเยาวชน ตลอดจน ความมั่นคงในอาชีพการเลี้ยงโคนมของเกษตรกรไทยในระยะยาว”

รายงานข่าวแจ้วว่า มติที่ประชุม ครม.เห็นชอบ เรื่องขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2567 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2568 (เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2562 เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2552 เรื่อง การทบทวนระบบการจัดการนมโรงเรียน)

ในส่วนหลักเกณฑ์ที่กำหนดหลักเกณฑ์ การจัดสรรสิทธิ การจำหน่าย ให้ยึดหลัก 7 ข้อ (ให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2568) ดังนี้ 1. ปริมาณน้ำนมดิบที่ผู้ประกอบการรับซื้อตามพันธสัญญาซื้อขายที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย และน้ำนมดิบต้องได้จากเกษตรกรที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน

2. คุณภาพน้ำนมดิบที่รับซื้อ และคุณภาพนมโรงเรียนที่ผลิต 3. ศักยภาพการผลิตของผู้ประกอบการ 4. ระบบโลจิสติกส์ โดยเน้นการผลิตและจัดส่งนมกายในกลุ่มพื้นที่ตนเอง เป็นลำดับแรก 5.ประวัติการดำเนินงานที่ผ่านมา 6. ให้ความสำคัญกับภาคสหกรณ์โคนม รัฐวิสาหกิจ และสถาบันการศึกษาที่มีการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมในลำดับแรก

7 ความรับผิดชอบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม โดยให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการที่มีศูนย์รวบรวมน้ำนมโคเป็นของตนเอง มีแผนการตลาดรองรับปริมาณน้ำนมดิบและรับผิดชอบรับซื้อน้ำนมดิบตลอด 365 วัน

ทั้งนี้ ในรายละเอียดแต่ละหลักเกณฑ์ข้างต้น รวมทั้งหลักเกณฑ์ และวิธีการดำเนินงานอื่น ๆ ที่จำเป็น ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชนกำหนด