สถานการณ์ความโปร่งใสของไทย อยู่ภาวะน่ากังวล และกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ภายหลังองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) เผยผลการจัดอันดับดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perception Index: CPI) ประจำปี 2568 ซึ่งไทยได้คะแนนเพียง 33 คะแนน อยู่อันดับ 116 ของโลก
ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียนพบไทยตกอยู่อันดับที่ 7 ตามหลังเวียดนาม อินโดนีเซีย และ สปป.ลาว ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่ได้รับการแก้ไข
รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชัน และส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาค (KRAC) ให้สัมภาษณ์รายการกรุงเทพธุรกิจ Deep talk เผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียของกรุงเทพธุรกิจ เมื่อวันที่ 12 ก.พ.2569 ว่า คะแนนที่ลดเพียง 1 คะแนน จากปีก่อนหน้า อาจดูไม่มากแต่น่าตกใจต่อระยะยาว
ทั้งนี้ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา คะแนนไทยวนเวียนอยู่เพียงระดับ 30 กว่าคะแนนมาตลอด ซึ่งสะท้อนว่าโครงสร้างการปราบทุจริตของไทยล้มเหลวโดยสิ้นเชิง และสถานการณ์ประเทศไม่พัฒนาเลย
“เปรียบเทียบภาพนี้เหมือนผู้ป่วยนอนติดเตียง 10 ปี แล้วยังไม่ฟื้น ถ้ายังนอนติดเตียงอยู่จะหวังให้คนนี้ไปเรียนหนังสือ ไปทำความสะอาดบ้าน หรือไปพัฒนาประเทศได้อย่างไร” รศ.ดร.ต่อภัสสร์ กล่าวเปรียบเทียบสถานะของประเทศที่หยุดชะงักจากการทุจริต
“ต่างชาติ” เมินลงทุนชี้ต้นทุนส่วยแพง
รวมทั้งเมื่อเจาะลึกรายละเอียดดัชนีชี้วัด รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาของไทยเกิดขึ้นแทบทุกมิติไม่ว่าจะเป็นหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมาย หรือการจ่ายสินบน
แต่จุดที่น่ากังวลที่สุด คือ คะแนนในส่วน IMD World Competitiveness Yearbook หรือประสิทธิภาพการแข่งขันลดฮวบลงหนัก ซึ่งสะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติมองการทำธุรกิจในไทยมีต้นทุนแฝงจากการจ่ายสินบนสูงจนทำให้ความน่าสนใจลงทุนลดลงเมื่อเทียบประเทศคู่แข่ง
“ถ้าทุกคนรู้สึกว่าลงทุนประเทศไทยต้องจ่ายสินบนสูง สู้ไปลงทุนประเทศอื่นที่ต่อให้มีค่าแรงสูงกว่า แต่มีความมั่นคง และเชื่อถือได้มากกว่า มันก็ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการแข่งขันของประเทศไทย”รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ระบุ
นอกจากนี้ ปัจจุบันมีกฎหมายต้านสินบนข้ามชาติ (FCPA) ที่เข้มงวด ทำให้บริษัทต่างชาติเลี่ยงที่จะลงทุนในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงอย่างไทย เพื่อป้องกันการถูกปรับมหาศาลจากประเทศต้นทาง
คอร์รัปชันสูง เสี่ยงเกิดรัฐล้มเหลว
รศ.ดร.ต่อภัสสร์ อธิบายว่า คอร์รัปชันปัจจุบันไม่หมายถึงแค่การโกงเงิน แต่คือ “การขโมย” ซึ่งรวมถึงการขโมยโอกาส สิทธิเสรีภาพ ความเชื่อมั่น และที่เลวร้ายที่สุดคือ “การขโมยชีวิต”
ดังที่เห็นได้จากกรณีอุบัติเหตุจากการก่อสร้างถนนพระราม 2 หรือโครงการก่อสร้างอาคารราชการที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งกระทบความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินประชาชน โดยปัญหาเหล่านี้เชื่อมโยงถึงกลุ่มทุนสีเทา และอาชญากรรมข้ามชาติ จนกังวลในหมู่นักวิชาการว่าไทยอาจกำลังเสี่ยงต่อภาวะ “รัฐล้มเหลว” (Failed State) หรือการที่รัฐถูกยึดกุมโดยกลุ่มผลประโยชน์ หากยังไม่แก้ไขจริงจัง
ชี้ความเสียหายสูงกว่า 5แสนล้าน/ปี
สำหรับมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจแม้จะประเมินตัวเลขเงินรั่วไหลจากการทุจริตไว้ที่ 3-5 แสนล้านบาทต่อปี แต่ความเสียหายจริงอาจสูงกว่านั้นมาก เพราะไม่ใช่แค่เงินที่หายไปกับการฮั้วประมูลหรือส่วนต่างราคา แต่รวมถึงการใช้จ่ายงบประมาณกับโครงการที่ไม่จำเป็น และไม่เกิดประโยชน์
“ประเทศไทยไม่ได้จน เรามีเงินเยอะมาก แต่หลายโครงการสุ่มเสี่ยงคอร์รัปชัน และเป็นการใช้เงินที่ไม่คุ้มค่า เช่น การของบประมาณหลายร้อยล้านเพื่อสร้างศาลา หรือตกแต่งห้องประชุมหรูหราเกินความจำเป็น แทนที่จะนำเงินไปสร้างโรงพยาบาลหรือโรงเรียน”
แนะรัฐทำ Open Data
รศ.ดร.ต่อภัสสร์ กล่าวว่า รัฐบาลชุดใหม่ต้องหักเลี้ยวพวงมาลัยเพื่อเปลี่ยนทิศทางประเทศโดยด่วน ซึ่งจุดเริ่มต้นสำคัญสุดคือ การสร้างความโปร่งใส (Transparency) ผ่านการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data) อย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประชาชน และภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมตรวจสอบได้ ซึ่งจากงานวิจัยยืนยันว่าเพียงแค่การเปิดเผยข้อมูลเพิ่มขึ้นก็ช่วยประหยัดงบประมาณได้ทันที 4-5%
นอกจากนี้ เสนอให้นำเทคโนโลยีมาใช้ เช่น แพลตฟอร์ม ACT Ai ที่รวบรวมข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อช่วยตรวจสอบความผิดปกติ เช่น กรณีเสาไฟกินรีหรือลู่วิ่งราคาแพง ซึ่งเกิดจากการตรวจสอบของภาคประชาชน ควบคู่การใช้มาตรการกิโยตินกฎหมาย (Regulatory Guillotine) แบบเดียวกับเกาหลีใต้คือ การโละทิ้งกฎหมาย และระเบียบที่ล้าหลัง และซ้ำซ้อน ซึ่งเป็นช่องโหว่ของการเรียกรับสินบน
รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ฝากถึงรัฐบาลใหม่ว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ เจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่จากผู้นำ หรือ “Tone from the Top” โดยนายกรัฐมนตรีต้องประกาศปราบปรามคอร์รัปชันเป็นวาระสำคัญ และเอาจริงเอาจัง ไม่ใช่แค่การพูดลอยๆ แต่ต้องสั่งการให้หน่วยงานรัฐเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานสากลทันที
“ถ้า Tone from the Top บอกว่าจะเอาจริง ไม่ปล่อยคนโกง และเปิดเผยข้อมูลเต็มที่ คนทำงานจะตื่นตัว และนี่คือ จุดเริ่มต้นที่จะกู้คืนความเชื่อมั่น และพลิกฟื้นดัชนีคอร์รัปชันของไทยให้กลับมาดีขึ้นได้”
ทุจริตซ้ำเติมคนป่วยเอเชีย
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ และธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า สถานการณ์คอร์รัปชันไทยน่ากังวล และกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์ และความเชื่อมั่นในสายตาโลก และสะท้อนว่าไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างซับซ้อนจนถูกมองเป็น “คนป่วยเอเชีย” ในมิติความโปร่งใสที่ถดถอยลง
ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศชัดเจนถึงการรับฟังเสียงประชาชน และมุ่งทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศ พร้อมยืนยันจุดยืนให้ความสำคัญกับการต่อต้านคอร์รัปชัน และการสกัดกั้นขบวนการหลอกลวง (Scam) จริงจัง
รวมทั้งมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยสนับสนุนคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จัดแคมเปญรณรงค์ “ไม่ทนคอร์รัปชัน” ได้รับความสนใจจากสังคมวงกว้าง โดยไทยมีกฎหมายปราบปรามคอร์รัปชันค่อนข้างครบถ้วน แต่ปัญหาอยู่ที่ “การบังคับใช้กฎหมาย”
ประชาชนทนปัญหาได้น้อยลง
ผลสำรวจล่าสุดของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่จะแถลงเร็วๆ นี้ พบว่า “Corruption Situation Index” หรือดัชนีความทนทานต่อคอร์รัปชันของไทย อยู่ที่ระดับ 1.1 จากคะแนนเต็ม 10 ลดลงจากระดับ 2 สะท้อนประชาชนไม่ยอมรับต่อปัญหาคอร์รัปชันมากขึ้น และกระแสสังคมต่อต้านการทุจริตเข้มข้น
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า หัวหน้าหน่วยงานหรือ “เบอร์หนึ่ง” แต่ละองค์กรต้องให้ความสำคัญกับการเร่งกระบวนการสอบสวน และพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับคอร์รัปชัน เพื่อไม่ให้คดีหมดอายุความ และสร้างความเชื่อมั่นว่ากฎหมายถูกบังคับใช้ทันท่วงที ทั้งนี้ ผู้ถูกกล่าวหายังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่กระบวนการต้องเดินหน้ารวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้
ทั้งนี้ ขอเสนอ 4 แนวทางเร่งด่วนที่รัฐบาลควรดำเนินการเพื่อกู้คืนภาพลักษณ์ และสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน ได้แก่ บังคับใช้กฎหมายจริงจัง และรวดเร็ว รณรงค์ปลูกจิตสำนึกไม่ทนคอร์รัปชัน ศึกษา และนำแนวทางที่ประสบความสำเร็จจากต่างประเทศมาปรับใช้ สร้างระบบแรงกดดันทางสังคม (Social Sanction) ให้ผู้ดำรงตำแหน่งแสดงความรับผิดชอบเมื่อเกิดข้อครหา
“การแก้ปัญหาคอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องของกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมือง การบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพ และแรงกดดันจากสังคมควบคู่กัน เพื่อยกระดับความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศในระยะยาว” นายธนวรรธน์ กล่าว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





