เศรษฐกิจไทยปี 2569 ที่ยังน่ากังวล โดย ศูนย์วิจัยกรุงไทย เปิดเผยว่าแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีโอกาสเติบโตเพียงราว 1.8% ซึ่งจะเป็นอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในรอบกว่า 30 ปี และสะท้อนสภาพ “ติดกับดักการเติบโตต่ำ” ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ข้อมูลย้อนหลัง 15 ปีพบว่า กำไรของภาคธุรกิจถดถอยแทบทุกอุตสาหกรรม การบริหารจัดการต้นทุนและหนี้สินของเอสเอ็มอียังคงอยู่ในภาวะย่ำแย่ จนเสี่ยง “ตกชั้นทั้งระบบ” หากยังไม่เร่งปรับโครงสร้างธุรกิจให้ทันโลก
ขณะที่ กสิกรไทย ชี้ว่า พอร์ตสินเชื่อ SME ยังคงหดตัวต่อเนื่อง พร้อมกับอัตราหนี้ที่ไม่ก่อรายได้ (NPL) อยู่ในระดับสูง เป็นสัญญาณว่า เศรษฐกิจฐานรากยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูง ส่งผลให้กำลังซื้อเปราะบาง และการแข่งขันจากต่างประเทศที่รุนแรงขึ้น “เอสเอ็มอี” ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของระบบเศรษฐกิจ กำลังเผชิญโจทย์หนักที่สุดในรอบหลายปี โดยเฉพาะปัญหาหนี้เสีย (NPL) และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ภาครัฐจะต้องเข้ามาปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ทั้งระบบ
ดร.ปณิตา ชินวัตร รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานปี 2569 ของ สสว. ถูกออกแบบภายใต้โจทย์หลัก “ทำอย่างไรให้ SME อยู่รอด ไปต่อ และเติบโตได้จริง” โดย สสว. จะไม่ทำหน้าที่เพียงหน่วยปฏิบัติการ แต่ยกระดับบทบาทเป็น ศูนย์กลางเชิงนโยบาย (Policy Maker) ที่เชื่อมทุกกลไกของรัฐและเครื่องมือทางการเงินเข้าด้วยกัน เพื่ออุดช่องว่างระบบส่งเสริม SME ไทยให้ครบวงจรและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“ปี 2569 จะเป็นปีที่การบูรณาการเห็นผลชัดที่สุด เราเชื่อมทั้งงบปกติของหน่วยงานต่าง ๆ และงบจากกองทุนส่งเสริม SME เพื่อให้ความช่วยเหลือไม่ซ้ำซ้อน ต่อเนื่อง และตรงจุด โดยเฉพาะกลุ่มที่กำลังติดกับดักหนี้และขาดสภาพคล่อง”
ดร.ปณิตา กล่าวว่า สำหรับโครงสร้างแผนปฏิบัติการส่งเสริม SME ปี 2569 แบ่งออกเป็น 3 แผนหลัก รวม 143 โครงการ วงเงิน 8,281.93 ล้านบาท ได้แก่ 1. แผนยกระดับ SME ขนาดกลางและขนาดย่อมให้เข้มแข็งและแข่งขันได้ วงเงิน 4,259.59 ล้านบาท ครอบคลุมถึง 99 โครงการ
2. แผนขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ วงเงิน 3,928.40 ล้านบาท จำนวน 35 โครงการ และ 3. แผนงานอื่น ๆ เพื่อการส่งเสริม SME วงเงิน 212.27 ล้านบาท รวมจำนวน 9 โครงการ
“เป้าหมายสำคัญคือการสร้างโครงสร้างอนาคตของเอสเอ็มอีไทยไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า”
หนึ่งในมาตรการที่ถูกจับตา คือการแก้โจทย์ใหญ่เรื่อง การเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งจากการสำรวจของ สสว. พบว่าเป็นปัญหาอันดับหนึ่งของ SME โดยเฉพาะกลุ่มที่กลายเป็น NPL และถูกปิดประตูสินเชื่อจากระบบธนาคาร
ดร.ปณิตา กล่าวว่า ในเดือนก.พ.นี้ สสว. เตรียมเปิดตัว โครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพียง 1% วงเงินรวม 1,200 ล้านบาท ร่วมกับธนาคาร SME D Bank และ EXIM Bank โดยใช้เงินจากกองทุนส่งเสริม SME ของ สสว. ทำให้ ผู้ประกอบการที่ติดสถานะ NPL ก็สามารถยื่นขอกู้ได้ ไม่อยู่ภายใต้เกณฑ์เข้มงวดของ ธปท. พร้อมเสริมกลไกค้ำประกันผ่าน บสย. เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ
“เรามองว่า NPL ไม่ได้แปลว่าไม่มีศักยภาพ แต่คือธุรกิจที่สะดุดจากวิกฤต หากเติมเงิน เติมเวลา และเติมความรู้ เขาจะกลับมาได้”
นอกจากนี้ อีกหนึ่งในไฮไลต์ใหม่ของ สสว. ในการดำเนินงานในปี 2569 คือ การผลักดันให้เกิดโอกาสใหม่สำหรับ SME มากกว่าที่ผ่านมา โดยเฉพาะการขยายตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (Thai SME-GP) ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ วงเงินรวมกว่า 1.8 ล้านล้านบาทต่อปี
พร้อมปรับมาตรการ “แต้มต่อ” ให้ SME แข่งขันได้มากขึ้น จากเดิมที่เคยได้แต้มต่ออยู่ที่ 10-15% โดย สสว.เตรียมขยายแต้มต่อให้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม และเพิ่มกลไกตรวจสอบเพื่อป้องกันการสวมสิทธิจากธุรกิจขนาดใหญ่ สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม ป้องกันการสวมสิทธิจากธุรกิจรายใหญ่
นอกจากนี้ เป็นครั้งแรกที่แนวคิด Thai SME-GP จะถูกขยายไปสู่ การจัดซื้อจัดจ้างของภาคเอกชนรายใหญ่ เปิดทางให้ SME ไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนบริษัทชั้นนำ โดย สสว. จะช่วยยกระดับมาตรฐาน คุณภาพ และระบบบริหาร เพื่อให้แข่งขันได้จริง
อย่างไรก็ตาม ปี 2569 สสว. ยังเดินหน้าโครงการ Empowering SME คัดเลือก SME ศักยภาพสูง 36 ราย เข้าสู่กระบวนการ Grooming แบบเฉพาะตัว วิเคราะห์เชิงลึกทั้งธุรกิจ การเงิน และตลาด เพื่อ Scale up สู่ตลาดโลก
ควบคู่กับการเปิดโครงการ New Opportunity Gatewayรับมือกำแพงภาษีโลก ทั้งนโยบายภาษีของสหรัฐ และ CBAM ของยุโรป พา SME ไทยบุกตลาดใหม่ เช่น ตะวันออกกลางและแอฟริกา พร้อมอัปสกิลสินค้าและบริการให้เติบโตอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ สสว. ยังเชื่อม SME ที่ได้งานรัฐ ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 600,000 ล้านบาทต่อปี เข้าสู่ระบบ Factoring และ Invoice Financing กับสถาบันการเงินพันธมิตร 8 แห่ง เพื่อเปลี่ยนสัญญาจ้างเป็นเงินทุนหมุนเวียนทันที ลดปัญหาขาดสภาพคล่อง
ดร.ปณิตา กล่าวทิ้งท้ายว่า สสว. พร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลใหม่อย่างไร้รอยต่อ เพราะนโยบาย SME คือ นโยบายแห่งชาติ ที่กระทบโดยตรงต่อ GDP และเศรษฐกิจฐานราก พร้อมคาดหวังให้รัฐบาลใหม่สนับสนุนต่อเนื่อง ทั้งด้านงบประมาณ กฎหมาย และการบูรณาการเชิงนโยบาย
“ถ้า SME อยู่ได้ เศรษฐกิจไทยก็ไปต่อได้ สสว. พร้อมเป็นกลไกหลักเคียงข้างรัฐบาล เพื่อพา SME ไทยรอด พ้นวิกฤต และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว”





