รศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงกรณีที่ ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) ออกรายงานจับตาการจัดตั้งรัฐบาลของประเทศไทยโดยมีสาระสำคัญว่าเสถียรภาพของรัฐบาล และนโยบายเศรษฐกิจ และการคลังของประเทศ จะเป็นตัวชี้วัดเครดิตเรตติ้งของประเทศไทยในระยะต่อไปว่ารายงานของฟิทช์ เรทติ้งส์ ที่ออกมากำลังบอกกับประเทศไทย และรัฐบาลว่าเสถียรภาพของรัฐบาล และการเมืองอย่างเดียวไม่พอ แต่การดำเนินนโยบายการคลัง และนโยบายเศรษฐกิจระยะกลางถึงระยะยาวของประเทศเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ และสถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือให้ความสนใจ
โดยประเด็นที่ ฟิทช์ เรทติ้งส์ ระบุคือ การดำเนินการลดขาดดุลงบประมาณตามแผนการคลังระยะปานกลาง ที่ใช้ในงบประมาณ 2570–2573 สามารถทำได้ตามแผนที่วางไว้หรือไม่ โดยประเด็นที่มีการพูดถึงในรายงานฉบับนี้เช่น นโยบายคนละครึ่งพลัสที่จะมีการดำเนินการต่อในระยะที่ 2 ซึ่งที่ผ่านมาโครงการนี้ใช้งบประมาณคิดเป็นประมาณ 0.8% ของจีดีพีจะสามารถทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้มากแค่ไหน รวมทั้งมีโครงการอื่นๆ ที่จะทำให้จีดีพีของประเทศขยายตัวต่อเนื่องได้อย่างไร
นอกจากนั้นฟิทช์ เรทติ้งส์ให้ความสำคัญกับการเพิ่มรายได้ของประเทศ เช่น การขยายฐานภาษี เนื่องจากการจัดเก็บรายได้จากภาษีของประเทศไทยปัจจุบันลดลงจาก 17% ของ GDP เหลือเพียง 15% ของ GDP ซึ่งเป็นสัญญาณว่าความสามารถในการจัดเก็บรายได้จากภาษีของรัฐบาลลดลง
ส่วนประเด็นที่ฟิทช์ เรทติ้งส์ ระบุว่าประเด็นการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของไทยที่ตามแผนการคลังระยะปานกลางได้กำหนดว่าจะมีการทยอยขึ้น VAT ภายใน 2-3 ปี ในทางการเมืองจะสามารถทำได้หรือไม่ เพราะในทางการเมืองเรื่องการปรับขึ้นภาษีนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก
รศ.ดร.อธิภัทร กล่าวต่อว่าในประเด็นของการขึ้นภาษีนั้นในกรณีที่รัฐบาลมีความเสถียรภาพ ควรจะมองภาพการคลังของประเทศในระยะยาว ซึ่งหากมีความจำเป็นจะต้องมีการปรับขึ้น VAT ต้องดูภาพรวมในเรื่องต่างๆ เช่น มาตรการในการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ ควบคู่กับในเรื่องของการสร้างความเป็นธรรมให้กับคนที่จ่ายภาษีให้รู้สึกว่ารัฐบาลมีการใช้เงินภาษีอย่างคุ้มค่า ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องวางแผนในการดึงคนเข้าระบบภาษีเพิ่มเติมโดยปัจจุบันจำนวนผู้ที่อยู่ในระบบภาษีของไทย และจ่ายภาษีเงินได้บุคคลมีอยู่ประมาณ 4.7– 4.8 ล้านคน
โดยอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยตั้งแต่ปี (2557–2566)อยู่ที่เฉลี่ยปีละ 1.8% ต่อปีเท่านั้น ซึ่งถือว่าภาครัฐยังไม่ประสบความสำเร็จในการดึงคนเข้าสู่ระบบภาษี รวมทั้งเรื่องการปรับปรุงการลดหย่อนภาษีไม่ให้กระทบต่อรายได้ภาครัฐจนเกินไป
สำหรับประเด็นที่น่าจับตามองในแผนการคลังระยะปานกลางอีกเรื่องคือ การควบคุมรายจ่ายภาครัฐ เนื่องจากรัฐบาลได้มีการระบุในแผนการคลังฯ ว่าจะมีการควบคุมรายจ่ายของภาครัฐให้เพิ่มขึ้นปีละไม่เกิน 1% เพื่อไม่ให้กระทบต่อวินัยการคลัง
ซึ่งถือว่าเป็นความท้าทายมากเนื่องจากที่ผ่านมาตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤติโควิด-19 รายจ่ายภาครัฐของไทยนั้นเพิ่มขึ้นปีละ 3-4% มาโดยตลอด ซึ่งหากจะควบคุมรายจ่ายภาครัฐ ก็จำเป็นต้องปรับปรุงงบประมาณรายจ่ายประจำที่คิดกินพื้นที่คิดเป็นประมาณ 70% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยต้องมีการทบทวนทั้งรายจ่ายในส่วนของเงินเดือนข้าราชการ สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล เป็นต้น
สำหรับข้อกังวลของฟิทช์ เรทติ้งส์ ที่กังวลว่าการที่มีรัฐบาลที่เป็นรัฐบาลผสมอาจจะทำให้ประเทศไทยมีการใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมนั้น ในเรื่องนี้เป็นสิ่งที่อยากเห็นว่ารัฐบาลที่มีเสถียรภาพจะต้องกล้าที่จะบอกพรรคร่วมไม่ให้ทำนโยบายประชานิยมมากเกินไป
"รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่จะมีความเข้มแข็งมากพอที่จะบอกกับพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลว่าบางนโยบายที่เป็นประชานิยมที่ใช้งบประมาณจำนวนมากประเทศไทย ไม่ควรทำ เพราะภาคการคลังของประเทศเรารับไม่ไหว ถ้าทำแล้วจะเกิดผลกระทบกับเสถียรภาพทางการคลังตามมา"
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





