วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

“เอกนิติ” ลุยฝ่าสุญญากาศ ดันแก้หนี้-เร่งลงทุน ประคอง GDP รอตั้งรัฐบาลใหม่

“เอกนิติ” ลุยฝ่าสุญญากาศ ดันแก้หนี้-เร่งลงทุน ประคอง GDP รอตั้งรัฐบาลใหม่

“เอกนิติ” เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจแม้การเมืองเข้าโหมดสุญญากาศ หวังประคองเสถียรภาพ เร่งเครื่องแก้หนี้รายย่อย-ปลดล็อก BOI 4.8 แสนล้าน-คืนภาษี SME หวังพยุง GDP โตทะลุเป้า ยืนยันเดินหน้าต่อคนละครึ่งพลัส-TISA

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า แม้สถานะรัฐบาลปัจจุบันจะมีข้อจำกัดในเรื่องอำนาจการบริหาร แต่เศรษฐกิจรอไม่ได้ ดังนั้นในระหว่างช่วงรอยต่อรอการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ กระทรวงการคลัง จะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะมาตรการที่ได้รับการอนุมัติไว้แล้ว เพื่อให้โมเมนตัมทางเศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่อง

โดยโครงการที่จะให้ความสำคัญ ได้แก่ การสานต่อ โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วน ที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้ก่อนการยุบสภา โดยโครงการนี้มุ่งเน้นการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่มีมูลหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท กับธนาคารพาณิชย์ ให้สามารถเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ผ่านบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) ได้ทันที 

“ปัจจุบันมีลูกหนี้เข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 1 แสนราย จากเป้าหมาย 1 ล้านราย ซึ่งเราจะเร่งประชาสัมพันธ์ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ส่วนหนี้ภาค Non-bank ยอมรับว่าต้องรอเม็ดเงินและนโยบายจากรัฐบาลชุดใหม่จึงจะขยายผลได้ครอบคลุม” นายเอกนิติ กล่าว

นอกจากนี้ จะเร่งให้มีการเติมเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยปีนี้รัฐบาลจะประกาศให้เป็นปีแห่งการลงทุน ทั้งการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณของส่วนราชการและการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งการปลดล็อกการลงทุนภาคเอกชนที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แต่ยังติดขัดในขั้นตอนการดำเนินการ ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 480,000 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 80 โครงการ ให้เม็ดเงินเหล่านี้เข้าสู่ระบบจริงโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) เช่น สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล 

“การผลักดันดังกล่าวเปรียบเสมือนการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว กล่าวคือ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นผ่านการจ้างงานและการก่อสร้าง ในขณะเดียวกันก็ช่วยวางรากฐานขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว"

นอกจากนี้ ยังได้เดินหน้าการเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ SME โดยได้ประสานความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการขับเคลื่อนโครงการ “SME Credit Boost” โดยอาศัยกลไกของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) เข้ามาช่วยค้ำประกันสินเชื่อ ซึ่งมาตรการนี้สามารถดำเนินการได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องใช้งบประมาณ ช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กยังคงมีลมหายใจและเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ในช่วงรอยต่อนี้ 

รวมทั้ง กรมสรรพากร ยังได้เร่งกระบวนการคืนภาษีให้กับผู้ประกอบการ SMEs ไปแล้วกว่า 60,000 ล้านบาทในช่วงไตรมาสสุดท้ายที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการเติมสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยตรง ช่วยให้ภาคธุรกิจมีเม็ดเงินหมุนเวียนและประคองตัวต่อไปได้ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความท้าทาย

เชื่อ Quick Big Win ดันไตรมาส 4 โตเกิน 1.8%

นายเอกนิติ กล่าวว่า มาตรการ Quick Big Win ที่ได้ดำเนินการไปก่อนหน้านี้ ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวได้ดีกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้จากเดิมที่ 0.3% ขึ้นมาเป็น 1.8% เนื่องจากได้รับอานิสงค์ของมาตรการรัฐ ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่งพลัส โครงการเที่ยวดีมีคืน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง หรือการเร่งรัดให้หน่วยงานราชการจัดสัมมนาในช่วงปลายปีเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ 

“ส่วนตัวเชื่อว่าตัวเลขจริงในไตรมาส 4 จะออกมาดีกว่าเป้าหมายที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เคยคาดการณ์ไว้ที่ 1.8% รวมทั้งคาดการณ์เศรษฐกิจทั้งปี 2568 ว่าจะขยายตัวได้มากกว่า 2.2%”

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า สำหรับทิศทางเศรษฐกิจใน ปี 2569 ยอมรับว่ามีข้อจำกัดในการขับเคลื่อนนโยบายอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามข้อดีอย่างหนึ่งคือความต่อเนื่อง โดยรัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินนโยบาย "Thailand 10 Plus" โดยจะเร่งวางรากฐานเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันประเทศ การลงทุน เพิ่มทักษะแรงงาน เศรษฐกิจสีเขียว การปรับกฎกติกาสนับสนุนการลงทุน และทำให้เกิดการกระจายตัวอย่างทั่วถึงและทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่อเนื่อง

"วันนี้ทุกคนทราบดีเรื่องความจำเป็นในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และที่สำคัญต้องดำเนินอยู่บนพื้นฐานของวินัยการเงินการคลัง โดยยืนยันว่าจะไม่ดำเนินนโยบายในลักษณะประชานิยมที่สุ่มเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการคลัง ซึ่งถือเป็นประเด็นอ่อนไหวที่นักลงทุนต่างชาติและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือทั่วโลกกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด"

ในส่วนของการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 นายเอกนิติระบุว่า แม้กระบวนการพิจารณาอาจล่าช้าออกไปบ้างเนื่องจากต้องรอความชัดเจนจากฝ่ายการเมือง แต่กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณได้เตรียมกรอบวงเงินและรายละเอียดเบื้องต้นไว้พร้อมแล้ว เพื่อให้ทันทีที่มีการจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้น ก็จะสามารถเดินหน้ากระบวนการงบประมาณได้ทันที 

รวมถึงมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่ได้ถูกออกแบบเตรียมไว้พร้อมแล้ว โดยรูปแบบใหม่จะพัฒนาไปไกลกว่าการแจกเงินเพื่อกระตุ้นการบริโภคเพียงอย่างเดียว แต่จะ “พลัส” หรือเพิ่มเติมในส่วนของการสร้างทักษะอาชีพ (Reskill/Upskill) ควบคู่ไปด้วย เปรียบเสมือนการมอบเบ็ดตกปลาแทนการให้ปลาเพียงอย่างเดียว โดยมีแนวคิดที่จะสอนให้ประชาชนรู้จักการค้าขายออนไลน์ การทำบัญชีรับ-จ่ายเพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ รวมถึงการปูพื้นฐานความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) 

นอกจากนี้ โครงการเร่งด่วนที่จะเร่งผลักดันคือโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล (Thailand Individual Saving Account) เพื่อส่งเสริมการออมระยะยาวและสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดทุนไทย 

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยระยะสั้นในรูปแบบ “ช้อปดีมีคืน” หรือ Easy E-Receipt ยังไม่มีแนวคิดที่จะนำกลับมาใช้ในช่วงนี้ แม้จะเป็นมาตรการที่คุ้นเคยของประชาชนในช่วงต้นปี เนื่องจากบทเรียนและการประเมินผลในช่วงที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามาตรการลักษณะดังกล่าวไม่ได้ส่งผลช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมได้มากเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับทรัพยากรที่ใช้ไป 

ส่วนมาตรการทางภาษีเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) จาก 3% เหลือ 1% ที่เพิ่งหมดอายุลงนั้น นายเอกนิติ ระบุว่า อยู่ระหว่างการพิจารณาข้อกฎหมายเพื่อหาแนวทางขยายเวลาหรือให้มีผลย้อนหลัง เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนและเสริมสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจ ควบคู่ไปกับการจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax) ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยในอนาคต