วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

สมาพันธ์เอสเอ็มอี แนะรัฐบาลใหม่ ดึง SME เครื่องยนต์หลัก ฟื้นวิกฤติเศรษฐกิจ

สมาพันธ์เอสเอ็มอี แนะรัฐบาลใหม่ ดึง SME เครื่องยนต์หลัก ฟื้นวิกฤติเศรษฐกิจ

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวแสดงความยินดีกับว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 500 คน และทุกพรรคการเมืองที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนเข้าสู่สภา เพื่อร่วมกันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 และจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ท่ามกลางความคาดหวังของคนไทยทั้งประเทศต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมที่สะสมมายาวนาน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลใหม่กำลังเผชิญ “โจทย์ใหญ่ของประเทศ” โดยเฉพาะเศรษฐกิจปากท้องประชาชน ที่ถึงเวลาแล้วซึ่งประเทศไทยต้องเร่ง “พลิกโฉมโครงสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจ” อย่างจริงจัง เพื่อกอบกู้สภาวะการค้าขายที่ฝืดเคือง ต้นทุนการดำเนินธุรกิจและค่าครองชีพที่ปรับสูงต่อเนื่อง ขณะที่รายได้ประชาชนไม่สอดคล้องกับภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น

หนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ คือ ปัญหาหนี้ครัวเรือนคุณภาพต่ำ หนี้เสีย และหนี้นอกระบบที่ขยายตัวสูง ประกอบกับการเข้าถึงแหล่งทุนในระบบของประชาชน เอสเอ็มอีรายย่อย และเกษตรกรที่ยังจำกัด ส่งผลให้ศักยภาพในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานรากอ่อนแรงลงอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังเผชิญข้อจำกัดด้านผลิตภาพแรงงาน การยกระดับทักษะคน และขีดความสามารถในการแข่งขันที่ปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและการใช้เทคโนโลยี AI ทั้งในภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ รวมถึงการเข้าถึงงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อนำไปต่อยอดเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ ซึ่งยังไม่เชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ

"ความเสี่ยงจากการเข้ามาของธุรกิจทุนเทา ธุรกิจผิดกฎหมาย และธุรกิจนอมินี ที่บ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจในประเทศ ทำให้การแข่งขันไม่เป็นธรรม และกัดกร่อนความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว"

ในมิติภาครัฐ นายแสงชัย มองว่า ถึงเวลายกระดับกลไกการบริหารราชการด้วยการนำ AI และ Blockchain มาใช้เชื่อมโยงฐานข้อมูลภาครัฐ สร้างคลังข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อการวิเคราะห์ ออกแบบนโยบาย และบริหารจัดการแบบบูรณาการ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ และวัดผลลัพธ์เชิงนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งเร่งแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ และประกาศที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ

ขณะเดียวกัน ต้องสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมและมีคุณภาพ เตรียมความพร้อมรองรับสังคมสูงวัย และจัดระบบสวัสดิการแรงงานที่มั่นคง ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นความท้าทายสำคัญของรัฐบาลชุดใหม่

ไทยต้องเลือก “ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ” ให้ชัด 

นายแสงชัย ตั้งคำถามสำคัญว่า “ประเทศไทยจะชูยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไปทางใด” ท่ามกลางตัวอย่างจากประเทศต่าง ๆ ที่เดินเกมเชิงรุกอย่างชัดเจน

ประเทศจีนสร้างยุทธศาสตร์ “Little Giants” คัดเลือก SMEs กว่า 10,000 ราย จาก 1 ล้านราย เพื่อพัฒนาเป็นธุรกิจฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรม เชื่อมโยงสู่ Global Value Chain ในกลุ่มพลังงานสะอาด AI และ EV ควบคู่กับนโยบาย “Dual Circulation” ที่กระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ และผลักดันผู้ประกอบการจีนออกไปเติบโตในต่างประเทศ ด้วยการสนับสนุนจากรัฐอย่างเป็นระบบ

โดยไต้หวัน ปักหมุดเป็น “ศูนย์กลางอุตสาหกรรม AI และ Semiconductor” ของโลก ผ่านความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาในโครงการ “Pax Silica” เพื่อเป็นฐานห่วงโซ่อุปทานด้าน Hardware AI ระดับโลก

ขณะที่ อินโดนีเซีย ใช้มาตรการ “Kartu Prakerja” ยกระดับกำลังแรงงานดิจิทัล อุดหนุนการเรียนรู้ทักษะใหม่ด้านดิจิทัลและ AI ให้ตรงกับความต้องการตลาดแรงงานในอนาคต

ด้านสิงคโปร์ เดินหน้ากลยุทธ์ “Singapore Virtually Unlimited” วางยุทธศาสตร์ชาติอัจฉริยะ ส่งเสริม SME เข้าถึงตลาดใหม่และตลาดออนไลน์ พัฒนากำลังคน ใช้นวัตกรรมเพิ่มมูลค่า สร้างมาตรฐานสากล เชื่อมพันธมิตรระหว่างประเทศ และขับเคลื่อนรัฐ-เอกชนผ่าน Alliance for Action Stakeholder (AFAS) อย่างเป็นระบบ

ส่วนเวียดนาม ประกาศนโยบาย “Global AI Technology Supply Chain” ดึงดูดนักลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง และสร้างกำลังคนด้าน AI พร้อมทำงานกว่า 100,000 คน

เสนอ “แก้สั้น-กลาง-ยาว” เดินหน้า Quick Big Change

นายแสงชัย เสนอว่า รัฐบาลใหม่ต้องดำเนินนโยบายแบบแบ่งช่วงเวลาอย่างชัดเจน แบ่งเป็น ระยะสั้น ต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการหมุนเวียนและกระจายรายได้ ด้วยมาตรการที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจสูง ลดต้นทุนผู้ประกอบการ ลดค่าครองชีพประชาชน แก้หนี้ภาคประชาชน เอสเอ็มอี เกษตรกร และหนี้ กยศ. พร้อมปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อให้เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมโดยไม่สร้างภาระหนี้ เพิ่มการเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เอื้อเอสเอ็มอี ปรับปรุงสวัสดิการแรงงาน ยกระดับทักษะกำลังคน และปกป้องเศรษฐกิจไทยจากทุนเทา ธุรกิจผิดกฎหมาย การแข่งขันไม่เป็นธรรม และคอร์รัปชัน ภายใต้แนวคิด “Quick Big Change

ระยะกลาง ต้องทบทวนการส่งเสริม PPP สร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจใหม่ พัฒนาแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ของไทย แพลตฟอร์มท่องเที่ยวไทยทดแทนต่างชาติ ส่งเสริมตลาดระดมทุนและนวัตกรรม IDEs ผลักดันการลงทุนที่มีแต้มต่อ สร้างพันธมิตรทางการค้า การเจรจา FTA ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย และยกเครื่องบริการภาครัฐแบบดิจิทัลครบวงจร

ระยะยาว ต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ลงทุนเทคโนโลยีที่มีผลกระทบสูงในอุตสาหกรรมเป้าหมาย พัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ 4 ภูมิภาค เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม โลจิสติกส์ ดิจิทัล และ AI ปรับโครงสร้างพลังงานสู่พลังงานสะอาด วางระบบป้องกันและบริหารจัดการภัยพิบัติ รวมถึงสร้างระบบสวัสดิการสังคมรองรับสังคมสูงวัยอย่างยั่งยืน

ประเทศไทยต้องโดดเด่น แตกต่าง และมีคุณค่า

นายแสงชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า การคลายเงื่อน แก้ปม และปลดล็อกประเทศ ต้องยึดผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นศูนย์กลาง ลดความเหลื่อมล้ำจากการกระจุกตัวของทุน สร้างเศรษฐกิจและสังคมไทยที่แข็งแรง มีเกษตรกรและเอสเอ็มอีเป็นฐานรากที่มั่นคง พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันด้วยเศรษฐกิจพอเพียง วางรากฐานประเทศให้ยืดหยุ่นและพร้อมนำการเปลี่ยนแปลง

“ยุทธศาสตร์รัฐบาลต่อจากนี้ ต้องทำให้ประเทศไทยโดดเด่น แตกต่างอย่างมีคุณค่าและคุณภาพ จนทั้งโลกต้องการเป็นหุ้นส่วนและพึ่งพา”

ทั้งนี้ ประชาชนและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ พร้อมเป็นกำลังใจให้ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 33 รัฐบาลชุดใหม่ รวมถึงฝ่ายค้าน และหน่วยงานรัฐที่เข้มแข็ง ร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ดังนั้น "ประเทศไทยไปต่อ ต้องดีกว่าเดิม"