ผลการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ไม่เป็นทางการชัดเจนถึงการที่ พรรคภูมิใจไทย จะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล โดยพรรคภูมิใจไทยได้หาเสียงนโยบายเศรษฐกิจ “10 Plus” ที่จะปรับมาเป็นนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้งมีความจำเป็นดำเนินงานพร้อมกัน 3 ด้าน คือ การฟื้นตัวเศรษฐกิจระยะสั้น การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตระยะยาว และการกระจายรายได้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของนโยบาย “10 Plus” ที่ตั้งใจดำเนินการ
ส่วนการลงทุนภาครัฐที่ต้องรองบประมาณปี 2570 ที่อาจล่าช้าจากกระบวนการรับรองผลการเลือกตั้ง โดยจะใช้กลไก “BOI Fast Pass” ของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มาปลดล็อกการลงทุนภาคเอกชนที่รอการอนุมัติ 480,000 ล้านบาท เพื่อให้เงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทันทีจะช่วยการฟื้นตัวระยะสั้นและสร้างการเติบโตระยะยาวพร้อมกัน
ทั้งนี้ จะเร่งเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในปี 2569 ซึ่งไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมและดำเนินการต่อเนื่องได้ทันที โดยไม่ติดข้อจำกัดกฎหมาย
นอกจากนี้ ได้วางยุทธศาสตร์ใน 3 ภาคส่วนหลักเพื่อดึงดูดนักลงทุนและเพิ่มรายได้ประเทศ ได้แก่
1. เกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) นำเทคโนโลยีมาใช้ลดต้นทุนและยกระดับสินค้าเกษตรให้เป็นระดับพรีเมียม เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมอาหารในตลาดโลก
2. อุตสาหกรรมสมัยใหม่ สานต่อการลงทุนในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์
3. ภาคบริการระดับพรีเมียม ยกระดับการท่องเที่ยวไปสู่กลุ่มที่มีมูลค่าสูง เช่น อุตสาหกรรม Wellness และการท่องเที่ยวสมัยใหม่
“การลงทุนผ่าน BOI Fast Pass จะดำเนินการต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันยังอยู่ ผมยังเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และยังกำกับ BOI”
งบประมาณปี 70 ล่าช้า 1-2 เดือน
สำหรับความกังวลงบประมาณปี 2570 ล่าช้า นายเอกนิติ ชี้แจงว่าได้เตรียมจัดทำงบประมาณแล้วตั้งแต่ก่อนยุบสภา หากโครงสร้างรัฐบาลใหม่ไม่ปรับมากเชื่อว่าจะไม่ล่าช้าและสานต่อได้ทันทีเพราะความต่อเนื่องเป็นกุญแจสำคัญสุด
“หากตั้งรัฐบาลได้เร็วงบประมาณจะเริ่มใช้เดือน พ.ย.หรือ ธ.ค.2569 ในช่วงรอรัฐบาลใหม่ รัฐบาลชุดปัจจุบันยังเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการเดิมต่อเนื่อง เช่น SME Clinic Boost และการทำงานร่วมกับภาคเอกชน (กกร.) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน”
ลุยคนละครึ่งพลัส เฟส 2
ด้านนโยบายที่เป็นที่จับตามองอย่าง “คนละครึ่งพลัส” นายเอกนิติ ยืนยันว่า จะสานต่อและเตรียมความพร้อมรอรัฐบาลใหม่ โดยจะเพิ่มเงื่อนไขการ “เพิ่มทักษะ” (Reskill/Upskill) ให้ผู้ร่วมโครงการ ซึ่งผลการทดลองระยะสั้นก่อนหน้านี้พบร้านค้าที่ผ่านการอบรมมีรายได้เพิ่มขึ้นชัดเจนจาก 10,000 บาท เป็น 50,000 บาทต่อเดือน
ทั้งนี้ เป้าหมายเฟส 2 ยังเน้นกระจายรายได้สู่ร้านค้าขนาดย่อมไม่ให้ร้านค้าใหญ่เข้าร่วม เพื่อให้เงินกระจายสู่ต่างจังหวัด และจะเปิดให้ลงทะเบียนรอบใหม่สำหรับกลุ่มผู้ตกหล่นรอบที่แล้ว รวมถึงกลุ่มเดิมยังได้รับสิทธิ์ และใช้งบประมาณปี 2569 หรือ 2570 ขึ้นกับระยะเวลาตั้งรัฐบาล
"ปลัดคลัง" รับนโยบายเคลื่อนเศรษฐกิจ
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้ง ซึ่งพรรคภูมิใจไทยจะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลและวางตัวนายเอกนิติ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยกระทรวงการคลัง พร้อมสนองนโยบายที่เคยติดขัดช่วงรอยต่อทางการเมืองให้เดินหน้าได้ทันที
ส่วนนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” จะดำเนินการเฟส 2 ตามที่พรรคภูมิใจไทยประกาศไว้ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยช่วงปลายปี 2568 กระตุ้น GDP ถึง 0.3% โดยงบประมาณวงเงิน 44,000 ล้านบาท จะเพียงพอหรือไม่ จะดูรายละเอียดอีกครั้ง
"เชื่อว่า รองนายกฯเอกนิติ เห็นภาพเหล่านี้อยู่แล้ว ว่าสามารถดำเนินการได้มากน้อยเพียงใด และต้องไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจเครื่องยนต์ใดบ้าง ยืนยันว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 จะต้องเดินหน้าแน่นอน“
เดินหน้ามาตรการ TISA
ส่วนโครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล (Thailand Individual Savings Account หรือ TISA) จะผลักดันต่อเพราะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างทางเลือกสำหรับการออมและการลงทุนระยะยาว แม้ที่ผ่านมาจะมีประเด็นเห็นต่างในรายละเอียดบางส่วน แต่เชื่อว่าหากมีการปรับปรุงให้เหมาะสมจะสามารถเดินหน้าต่อได้เพื่อประโยชน์ของผู้ออมรายย่อย
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ซึ่งเป็นโครงการที่ประชาชนให้ความสนใจและมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งพร้อมดำเนินการได้ทันทีเมื่อมีรัฐบาลใหม่หรือภายใต้รัฐบาลรักษาการหากไม่ขัดต่อกฎหมาย
เปิดนโยบาย 10 พลัสภูมิใจไทย
สำหรับนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยได้หาเสียงไว้ภายใต้กลยุทธ์ “Thailand 10 Plus” โดยเน้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากภาวะชะลอตัว โดยตั้งเป้าหมาย GDP เติบโตไม่น้อยกว่า 3% (3% พลัส) ดังนี้
1.) นโยบายเพื่อการเติบโตอย่างทั่วถึง (Inclusive Growth) เน้นดูแลคนตัวเล็กและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ประกอบด้วย ดังนี้
นโยบายคนตัวเล็ก Plus มุ่งแก้ปัญหาปากท้องและลดภาระค่าครองชีพ เช่น นโยบายค่าไฟฟ้าต่ำกว่า 3 บาทต่อหน่วย สำหรับ 200 ยูนิตแรก ใช้วงเงินปีละ 63,000 ล้านบาท รวมทั้งเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยเน้นผู้เข้าไม่ถึงเป็นจำนวนมาก ซึ่งต้องทบทวนสิทธิต้องเป็นผู้มีรายได้น้อยจริง ส่วนผู้ไม่เข้าข่ายจะถูกยกเลิกบัตร
นโยบายสูงวัย Plus เพื่อเตรียมรับมือสังคมผู้สูงอายุ โดยส่งเสริมให้มีงานและรายได้ เช่น มาตรการภาษีเพื่อจ้างงานผู้สูงอายุนำมาลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า (สูงสุด 30,000 บาท) การลดหย่อนภาษีเงินได้ให้ผู้สูงอายุ และการสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุครบวงจรทั่วประเทศ
นโยบายชุมชน Plus มุ่งสร้างความเข้มแข็งระดับท้องถิ่นให้มีงานทำงานและมีรายได้ในถิ่นฐานบ้านเกิดโดยไม่ต้องย้ายถิ่นฐาน
นโยบาย SME Plus สนับสนุน SME ไทยผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เสริมสภาพคล่องด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และมีกลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ ส่วนนโยบายธุรกิจ Plus จะส่งเสริมธุรกิจขนาดใหญ่ให้เติบโตควบคู่การสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก
เพิ่มขีดความสามารถการแข่ง
2.) นโยบายเพื่อการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน (Competitive Growth) โดยเน้นปฏิรูปโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศระยะยาว ดังนี้
นโยบายการศึกษาเท่าเทียม Plus (Skill Bridge) เน้นเรียนฟรีมีงานทำและเพิ่มทักษะ (Upskill/Reskill) สอดคล้องตลาดงานยุคใหม่
นโยบายเศรษฐกิจสีเขียว Plus (Green Economy) เร่งเป้าหมาย Net Zero เร็วขึ้นเป็นปี 2050 ส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ชุมชน และโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ
นโยบายเศรษฐกิจสีเขียว Plus เพิ่มมูลค่าสินค้าผลิตรักษ์โลก ซึ่งจะต้องใช้มาตรการกฎหมายและมาตรฐานสีเขียว รวมถึงการเงินสีเขียว ตลาดทุนสีเขียว ตลาดแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต
นโยบายการลงทุน พลัสกระตุ้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานผ่านกองทุนรวมเพื่อโครงสร้างพื้นฐาน (Thailand Future Fund) เพื่อให้รัฐไม่ต้องกู้เงินเพิ่ม และไม่กระทบหนี้สาธารณะ
นโยบาย Trade Plus สำหรับหาตลาดใหม่สำหรับสินค้าสีเขียวและใช้ระบบ Barter Trade โดยเฉพาะการซื้ออาวุธหรืออุปกรณ์จากต่างประเทศที่ต้องเจรจาซื้อสินค้าเกษตรด้วย
นโยบาย Thailand Plus หรือ BOI Fast Pass จะปรับปรุงกฎระเบียบภาครัฐให้อนุมัติไวเพื่ออำนวยความสะดวก และเร่งเงินลงทุนจากต่างชาติให้ลงสู่เศรษฐกิจเร็ว
นโยบาย AI Plus นำเทคโนโลยี AI ใช้วิเคราะห์ข้อมูลและการเตือนภัยธรรมชาติ และสร้างทักษะด้าน AI ให้ประชาชนมากขึ้น
เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น
3.) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการจัดการหนี้ (Quick Big Win) เป็นมาตรการที่เน้นผลสัมฤทธิ์รวดเร็ว โดยเดินหน้าคนละครึ่ง Plus เฟส 2 ต่อยอดการบริโภคในประเทศ และเพิ่มทักษะการค้าออนไลน์ให้ผู้ประกอบการ โดยใช้งบประมาณกลางที่เหลือ 30,000 ล้านบาท
นโยบายปิดหนี้ไว ไปต่อได้ Plus สำหรับผู้ที่มีหนี้เสียวงเงินต่ำกว่า 100,000 บาท เพื่อปรับโครงสร้างหนี้และให้ความรู้การเงิน โดยใช้เงินกองทุน FIDF มาช่วยปรับโครงสร้างหนี้ควบคู่กับการให้ความรู้ทางการเงิน
นโยบายตั้งกองทุนภัยพิบัติให้ทุกครัวเรือน โดยรัฐจ่ายค่าเบี้ยประกันให้ (1,000 บาทต่อครัวเรือน) หากเกิดภัยพิบัติ และ AI ตรวจพบข้อมูลจะจ่ายเงินเยียวยาทันที 100,000 บาท
นโยบายส่งเสริมการออม (TiSA) พัฒนาบัญชีออมส่วนบุคคลที่ไม่เก็บภาษีเงินปันผลเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว โดยทบทวนมาตรการที่เคยเข้า ครม.ก่อนหน้านี้เพื่อสร้างการออมระยะยาวให้ประชาชนมีเงินใช้ยามเกษียณ
ส่งเสริมลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย
4.) อุตสาหกรรมเป้าหมายสร้างรายได้ จะดึงดูดการลงทุน 6 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ อาหารแห่งอนาคต (เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง), Data Center และ Cloud Service, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (แผ่นวงจร PCB), และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมห่วงโซ่อุปทาน
รวมทั้งผลักดัน BOI Fast Pass โดยปรับปรุงกฎระเบียบอำนวยความสะดวกให้นักลงทุนผ่านระบบ Fast Pass เพื่อเร่งรัดให้เม็ดเงินลงทุนที่อนุมัติการส่งเสริมการลงทุนแล้ว 480,000 ล้านบาท ให้ลงสู่ระบบเศรษฐกิจจริงเร็วที่สุด





