วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

‘ภูมิใจไทย’ เร่งเครื่องนโยบาย 10 Plus ‘เอกนิติ’ฟื้นเชื่อมั่นกระตุ้นเศรษฐกิจ

‘ภูมิใจไทย’ เร่งเครื่องนโยบาย 10 Plus ‘เอกนิติ’ฟื้นเชื่อมั่นกระตุ้นเศรษฐกิจ

ผลการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ไม่เป็นทางการชัดเจนถึงการที่ พรรคภูมิใจไทย จะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล โดยพรรคภูมิใจไทยได้หาเสียงนโยบายเศรษฐกิจ “10 Plus” ที่จะปรับมาเป็นนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้งมีความจำเป็นดำเนินงานพร้อมกัน 3 ด้าน คือ การฟื้นตัวเศรษฐกิจระยะสั้น การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตระยะยาว และการกระจายรายได้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของนโยบาย “10 Plus” ที่ตั้งใจดำเนินการ

ส่วนการลงทุนภาครัฐที่ต้องรองบประมาณปี 2570 ที่อาจล่าช้าจากกระบวนการรับรองผลการเลือกตั้ง โดยจะใช้กลไก “BOI Fast Pass” ของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มาปลดล็อกการลงทุนภาคเอกชนที่รอการอนุมัติ 480,000 ล้านบาท เพื่อให้เงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทันทีจะช่วยการฟื้นตัวระยะสั้นและสร้างการเติบโตระยะยาวพร้อมกัน

ทั้งนี้ จะเร่งเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในปี 2569 ซึ่งไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมและดำเนินการต่อเนื่องได้ทันที โดยไม่ติดข้อจำกัดกฎหมาย

นอกจากนี้ ได้วางยุทธศาสตร์ใน 3 ภาคส่วนหลักเพื่อดึงดูดนักลงทุนและเพิ่มรายได้ประเทศ ได้แก่ 

1. เกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) นำเทคโนโลยีมาใช้ลดต้นทุนและยกระดับสินค้าเกษตรให้เป็นระดับพรีเมียม เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมอาหารในตลาดโลก 

2. อุตสาหกรรมสมัยใหม่ สานต่อการลงทุนในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ 

3. ภาคบริการระดับพรีเมียม ยกระดับการท่องเที่ยวไปสู่กลุ่มที่มีมูลค่าสูง เช่น อุตสาหกรรม Wellness และการท่องเที่ยวสมัยใหม่

“การลงทุนผ่าน BOI Fast Pass จะดำเนินการต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันยังอยู่ ผมยังเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และยังกำกับ BOI”

งบประมาณปี 70 ล่าช้า 1-2 เดือน

สำหรับความกังวลงบประมาณปี 2570 ล่าช้า นายเอกนิติ ชี้แจงว่าได้เตรียมจัดทำงบประมาณแล้วตั้งแต่ก่อนยุบสภา หากโครงสร้างรัฐบาลใหม่ไม่ปรับมากเชื่อว่าจะไม่ล่าช้าและสานต่อได้ทันทีเพราะความต่อเนื่องเป็นกุญแจสำคัญสุด

“หากตั้งรัฐบาลได้เร็วงบประมาณจะเริ่มใช้เดือน พ.ย.หรือ ธ.ค.2569 ในช่วงรอรัฐบาลใหม่ รัฐบาลชุดปัจจุบันยังเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการเดิมต่อเนื่อง เช่น SME Clinic Boost และการทำงานร่วมกับภาคเอกชน (กกร.) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน”

ลุยคนละครึ่งพลัส เฟส 2

ด้านนโยบายที่เป็นที่จับตามองอย่าง “คนละครึ่งพลัส” นายเอกนิติ ยืนยันว่า จะสานต่อและเตรียมความพร้อมรอรัฐบาลใหม่ โดยจะเพิ่มเงื่อนไขการ “เพิ่มทักษะ” (Reskill/Upskill) ให้ผู้ร่วมโครงการ ซึ่งผลการทดลองระยะสั้นก่อนหน้านี้พบร้านค้าที่ผ่านการอบรมมีรายได้เพิ่มขึ้นชัดเจนจาก 10,000 บาท เป็น 50,000 บาทต่อเดือน

ทั้งนี้ เป้าหมายเฟส 2 ยังเน้นกระจายรายได้สู่ร้านค้าขนาดย่อมไม่ให้ร้านค้าใหญ่เข้าร่วม เพื่อให้เงินกระจายสู่ต่างจังหวัด และจะเปิดให้ลงทะเบียนรอบใหม่สำหรับกลุ่มผู้ตกหล่นรอบที่แล้ว รวมถึงกลุ่มเดิมยังได้รับสิทธิ์ และใช้งบประมาณปี 2569 หรือ 2570 ขึ้นกับระยะเวลาตั้งรัฐบาล

"ปลัดคลัง" รับนโยบายเคลื่อนเศรษฐกิจ 

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้ง ซึ่งพรรคภูมิใจไทยจะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลและวางตัวนายเอกนิติ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยกระทรวงการคลัง พร้อมสนองนโยบายที่เคยติดขัดช่วงรอยต่อทางการเมืองให้เดินหน้าได้ทันที

ส่วนนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” จะดำเนินการเฟส 2 ตามที่พรรคภูมิใจไทยประกาศไว้ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยช่วงปลายปี 2568 กระตุ้น GDP ถึง 0.3% โดยงบประมาณวงเงิน 44,000 ล้านบาท จะเพียงพอหรือไม่ จะดูรายละเอียดอีกครั้ง

"เชื่อว่า รองนายกฯเอกนิติ เห็นภาพเหล่านี้อยู่แล้ว ว่าสามารถดำเนินการได้มากน้อยเพียงใด และต้องไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจเครื่องยนต์ใดบ้าง ยืนยันว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 จะต้องเดินหน้าแน่นอน“

เดินหน้ามาตรการ TISA

ส่วนโครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล (Thailand Individual Savings Account หรือ TISA) จะผลักดันต่อเพราะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างทางเลือกสำหรับการออมและการลงทุนระยะยาว แม้ที่ผ่านมาจะมีประเด็นเห็นต่างในรายละเอียดบางส่วน แต่เชื่อว่าหากมีการปรับปรุงให้เหมาะสมจะสามารถเดินหน้าต่อได้เพื่อประโยชน์ของผู้ออมรายย่อย

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ซึ่งเป็นโครงการที่ประชาชนให้ความสนใจและมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งพร้อมดำเนินการได้ทันทีเมื่อมีรัฐบาลใหม่หรือภายใต้รัฐบาลรักษาการหากไม่ขัดต่อกฎหมาย

เปิดนโยบาย 10 พลัสภูมิใจไทย

สำหรับนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยได้หาเสียงไว้ภายใต้กลยุทธ์ “Thailand 10 Plus” โดยเน้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากภาวะชะลอตัว โดยตั้งเป้าหมาย GDP เติบโตไม่น้อยกว่า 3% (3% พลัส) ดังนี้

1.) นโยบายเพื่อการเติบโตอย่างทั่วถึง (Inclusive Growth) เน้นดูแลคนตัวเล็กและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ประกอบด้วย ดังนี้ 

นโยบายคนตัวเล็ก Plus มุ่งแก้ปัญหาปากท้องและลดภาระค่าครองชีพ เช่น นโยบายค่าไฟฟ้าต่ำกว่า 3 บาทต่อหน่วย สำหรับ 200 ยูนิตแรก ใช้วงเงินปีละ 63,000 ล้านบาท รวมทั้งเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยเน้นผู้เข้าไม่ถึงเป็นจำนวนมาก ซึ่งต้องทบทวนสิทธิต้องเป็นผู้มีรายได้น้อยจริง ส่วนผู้ไม่เข้าข่ายจะถูกยกเลิกบัตร 

นโยบายสูงวัย Plus เพื่อเตรียมรับมือสังคมผู้สูงอายุ โดยส่งเสริมให้มีงานและรายได้ เช่น มาตรการภาษีเพื่อจ้างงานผู้สูงอายุนำมาลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า (สูงสุด 30,000 บาท) การลดหย่อนภาษีเงินได้ให้ผู้สูงอายุ และการสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุครบวงจรทั่วประเทศ 

นโยบายชุมชน Plus มุ่งสร้างความเข้มแข็งระดับท้องถิ่นให้มีงานทำงานและมีรายได้ในถิ่นฐานบ้านเกิดโดยไม่ต้องย้ายถิ่นฐาน

นโยบาย SME Plus สนับสนุน SME ไทยผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เสริมสภาพคล่องด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และมีกลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ ส่วนนโยบายธุรกิจ Plus จะส่งเสริมธุรกิจขนาดใหญ่ให้เติบโตควบคู่การสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก

เพิ่มขีดความสามารถการแข่ง

2.) นโยบายเพื่อการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน (Competitive Growth) โดยเน้นปฏิรูปโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศระยะยาว ดังนี้

นโยบายการศึกษาเท่าเทียม Plus (Skill Bridge) เน้นเรียนฟรีมีงานทำและเพิ่มทักษะ (Upskill/Reskill) สอดคล้องตลาดงานยุคใหม่

นโยบายเศรษฐกิจสีเขียว Plus (Green Economy) เร่งเป้าหมาย Net Zero เร็วขึ้นเป็นปี 2050 ส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ชุมชน และโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ

นโยบายเศรษฐกิจสีเขียว Plus เพิ่มมูลค่าสินค้าผลิตรักษ์โลก ซึ่งจะต้องใช้มาตรการกฎหมายและมาตรฐานสีเขียว รวมถึงการเงินสีเขียว ตลาดทุนสีเขียว ตลาดแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต

นโยบายการลงทุน พลัสกระตุ้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานผ่านกองทุนรวมเพื่อโครงสร้างพื้นฐาน (Thailand Future Fund) เพื่อให้รัฐไม่ต้องกู้เงินเพิ่ม และไม่กระทบหนี้สาธารณะ 

นโยบาย Trade Plus สำหรับหาตลาดใหม่สำหรับสินค้าสีเขียวและใช้ระบบ Barter Trade โดยเฉพาะการซื้ออาวุธหรืออุปกรณ์จากต่างประเทศที่ต้องเจรจาซื้อสินค้าเกษตรด้วย

นโยบาย Thailand Plus หรือ BOI Fast Pass จะปรับปรุงกฎระเบียบภาครัฐให้อนุมัติไวเพื่ออำนวยความสะดวก และเร่งเงินลงทุนจากต่างชาติให้ลงสู่เศรษฐกิจเร็ว

นโยบาย AI Plus นำเทคโนโลยี AI ใช้วิเคราะห์ข้อมูลและการเตือนภัยธรรมชาติ และสร้างทักษะด้าน AI ให้ประชาชนมากขึ้น

เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น

3.) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการจัดการหนี้ (Quick Big Win) เป็นมาตรการที่เน้นผลสัมฤทธิ์รวดเร็ว โดยเดินหน้าคนละครึ่ง Plus เฟส 2 ต่อยอดการบริโภคในประเทศ และเพิ่มทักษะการค้าออนไลน์ให้ผู้ประกอบการ โดยใช้งบประมาณกลางที่เหลือ 30,000 ล้านบาท

นโยบายปิดหนี้ไว ไปต่อได้ Plus สำหรับผู้ที่มีหนี้เสียวงเงินต่ำกว่า 100,000 บาท เพื่อปรับโครงสร้างหนี้และให้ความรู้การเงิน โดยใช้เงินกองทุน FIDF มาช่วยปรับโครงสร้างหนี้ควบคู่กับการให้ความรู้ทางการเงิน

นโยบายตั้งกองทุนภัยพิบัติให้ทุกครัวเรือน โดยรัฐจ่ายค่าเบี้ยประกันให้ (1,000 บาทต่อครัวเรือน) หากเกิดภัยพิบัติ และ AI ตรวจพบข้อมูลจะจ่ายเงินเยียวยาทันที 100,000 บาท

นโยบายส่งเสริมการออม (TiSA) พัฒนาบัญชีออมส่วนบุคคลที่ไม่เก็บภาษีเงินปันผลเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว โดยทบทวนมาตรการที่เคยเข้า ครม.ก่อนหน้านี้เพื่อสร้างการออมระยะยาวให้ประชาชนมีเงินใช้ยามเกษียณ

ส่งเสริมลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย

4.) อุตสาหกรรมเป้าหมายสร้างรายได้ จะดึงดูดการลงทุน 6 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ อาหารแห่งอนาคต (เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง), Data Center และ Cloud Service, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (แผ่นวงจร PCB), และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมห่วงโซ่อุปทาน

รวมทั้งผลักดัน BOI Fast Pass โดยปรับปรุงกฎระเบียบอำนวยความสะดวกให้นักลงทุนผ่านระบบ Fast Pass เพื่อเร่งรัดให้เม็ดเงินลงทุนที่อนุมัติการส่งเสริมการลงทุนแล้ว 480,000 ล้านบาท ให้ลงสู่ระบบเศรษฐกิจจริงเร็วที่สุด