ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ยังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งหนี้ครัวเรือนสูง กำลังซื้อเปราะบาง และการแข่งขันจากต่างประเทศที่รุนแรงขึ้น “เอสเอ็มอี” ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของระบบเศรษฐกิจ กำลังเผชิญโจทย์หนักที่สุดในรอบหลายปี โดยเฉพาะปัญหาหนี้เสีย (NPL) และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
ดร.ปณิตา ชินวัตร รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานปี 2569 ของ สสว. ถูกออกแบบภายใต้โจทย์หลัก “ทำอย่างไรให้ SME อยู่รอด ไปต่อ และเติบโตได้จริง” โดย สสว. จะไม่ทำหน้าที่เพียงหน่วยปฏิบัติการ แต่ยกระดับบทบาทเป็น ศูนย์กลางเชิงนโยบาย (Policy Maker) ที่เชื่อมทุกกลไกของรัฐและเครื่องมือทางการเงินเข้าด้วยกัน เพื่ออุดช่องว่างระบบส่งเสริม SME ไทยให้ครบวงจรและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“ปี 2569 จะเป็นปีที่การบูรณาการเห็นผลชัดที่สุด เราเชื่อมทั้งงบปกติของหน่วยงานต่าง ๆ และงบจากกองทุนส่งเสริม SME เพื่อให้ความช่วยเหลือไม่ซ้ำซ้อน ต่อเนื่อง และตรงจุด โดยเฉพาะกลุ่มที่กำลังติดกับดักหนี้และขาดสภาพคล่อง”
3 แผนหลัก 143 โครงการ อัดงบ 8.2 พันล้านบาท
สำหรับโครงสร้างแผนปฏิบัติการส่งเสริม SME ปี 2569 สสว. จัดทำ 3 แผนหลัก รวม 143 โครงการ วงเงินรวม 8,281.93 ล้านบาท ได้แก่
- แผนยกระดับ SME ให้เข้มแข็งและแข่งขันได้ วงเงิน 4,259.59 ล้านบาท ครอบคลุม 99 โครงการ
- แผนขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ วงเงิน 3,928.40 ล้านบาท จำนวน 35 โครงการ
- แผนงานอื่น ๆ เพื่อการส่งเสริม SME วงเงิน 212.27 ล้านบาท จำนวน 9 โครงการ
"เป้าหมายสำคัญคือการสร้างโครงสร้างอนาคตของ SME ไทย ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า"
อุ้ม SME ติด NPL เปิดกู้ดอกเบี้ย 1%
หนึ่งในมาตรการที่ถูกจับตา คือการแก้โจทย์ใหญ่เรื่อง การเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งจากการสำรวจของ สสว. พบว่าเป็นปัญหาอันดับหนึ่งของ SME โดยเฉพาะกลุ่มที่กลายเป็น NPL และถูกปิดประตูสินเชื่อจากระบบธนาคาร
ดร.ปณิตา เปิดเผยว่า ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ สสว. เตรียมเปิดตัว โครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพียง 1% วงเงินรวม 1,200 ล้านบาท ร่วมกับธนาคาร SME D Bank และ EXIM Bank โดยใช้เงินจากกองทุนส่งเสริม SME ของ สสว. ทำให้ ผู้ประกอบการที่ติดสถานะ NPL ก็สามารถยื่นขอกู้ได้ ไม่อยู่ภายใต้เกณฑ์เข้มงวดของ ธปท. พร้อมเสริมกลไกค้ำประกันผ่าน บสย. เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ
“เรามองว่า NPL ไม่ได้แปลว่าไม่มีศักยภาพ แต่คือธุรกิจที่สะดุดจากวิกฤติ หากเติมเงิน เติมเวลา และเติมความรู้ เขาจะกลับมาได้”
อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือการขยายโอกาสทางตลาด ผ่านโครงการ Thai SME-GP เชื่อม SME เข้าสู่ตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 1.8 ล้านล้านบาทต่อปี โดย สสว. เตรียมเพิ่ม “แต้มต่อ” ในการแข่งขันจากเดิม 10-15% ให้สูงขึ้น พร้อมเข้มงวดตรวจสอบ ป้องกันการสวมสิทธิจากธุรกิจรายใหญ่
นอกจากนี้ เป็นครั้งแรกที่แนวคิด Thai SME-GP จะถูกขยายไปสู่ การจัดซื้อจัดจ้างของภาคเอกชนรายใหญ่ เปิดทางให้ SME ไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนบริษัทชั้นนำ โดย สสว. จะช่วยยกระดับมาตรฐาน คุณภาพ และระบบบริหาร เพื่อให้แข่งขันได้จริง
ปั้น SME แถวหน้า–เปิดประตูตลาดใหม่
อย่างไรก็ตาม ปี 2569 สสว. ยังเดินหน้าโครงการ Empowering SME คัดเลือก SME ศักยภาพสูง 36 ราย เข้าสู่กระบวนการ Grooming แบบเฉพาะตัว วิเคราะห์เชิงลึกทั้งธุรกิจ การเงิน และตลาด เพื่อ Scale up สู่ตลาดโลก
ควบคู่กับการเปิดโครงการ New Opportunity Gateway รับมือกำแพงภาษีโลก ทั้งนโยบายภาษีของสหรัฐฯ และ CBAM ของยุโรป พา SME ไทยบุกตลาดใหม่ เช่น ตะวันออกกลางและแอฟริกา พร้อมอัปสกิลสินค้าและบริการให้เติบโตอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ สสว. ยังเชื่อม SME ที่ได้งานรัฐ ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 600,000 ล้านบาทต่อปี เข้าสู่ระบบ Factoring และ Invoice Financing กับสถาบันการเงินพันธมิตร 8 แห่ง เพื่อเปลี่ยนสัญญาจ้างเป็นเงินทุนหมุนเวียนทันที ลดปัญหาขาดสภาพคล่อง
ฝากรัฐบาลใหม่ “SME คือวาระแห่งชาติ”
ดร.ปณิตา กล่าวทิ้งท้ายว่า สสว. พร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลใหม่อย่างไร้รอยต่อ เพราะนโยบาย SME คือ นโยบายแห่งชาติ ที่กระทบโดยตรงต่อ GDP และเศรษฐกิจฐานราก พร้อมคาดหวังให้รัฐบาลใหม่สนับสนุนต่อเนื่อง ทั้งด้านงบประมาณ กฎหมาย และการบูรณาการเชิงนโยบาย
“ถ้า SME อยู่ได้ เศรษฐกิจไทยก็ไปต่อได้ สสว. พร้อมเป็นกลไกหลักเคียงข้างรัฐบาล เพื่อพา SME ไทยรอด พ้นวิกฤติ และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว”





