วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ปลัดคลังขานรับ “เอกนิติ” คัมแบ็ก! ปลุก “คนละครึ่งพลัส” เฟส 2-ลงทะเบียนบัตรคนจนรอบใหม่

ปลัดคลังขานรับ “เอกนิติ” คัมแบ็ก! ปลุก “คนละครึ่งพลัส” เฟส 2-ลงทะเบียนบัตรคนจนรอบใหม่

“ปลัดคลัง” พร้อมรับลูกรัฐมนตรี สานต่อภารกิจค้างท่อ ชู "คนละครึ่งพลัส เฟส 2" เป็นหัวหอกกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก พร้อมลุยลงทะเบียนบัตรสวัสดิการฯ รอบใหม่ และเดินหน้า TISA ทันที เร่ง กกต. รับรองผลหวังขับเคลื่อนงบปี 70 ลดผลกระทบสุญญากาศการเมือง

วันที่ 9 ก.พ.2569 นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจภายหลังทราบผลเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยเตรียมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและวางตัว นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อสานต่อภารกิจแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ โดยระบุว่ากระทรวงการคลังมีความพร้อมในการสนองนโยบายที่เคยติดขัดในช่วงรอยต่อทางการเมืองให้กลับมาเดินหน้าได้ทันที

เมื่อถามถึงนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” นายลวรณ กล่าวว่า  ถือเป็นนโยบายที่มีความชัดเจนของพรรคภูมิใจไทยก็คาดว่าจะกลับมาดำเนินการต่อในเฟส 2 ตามที่พรรคได้ประกาศไว้ ซึ่งมองว่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยการดำเนินการก่อนหน้านี้ช่วงปลายปี 2568 สามารถกระตุ้น GDP ได้ถึง 0.3% อย่างไรก็ตาม รายละเอียดและรูปแบบการดำเนินงานที่ชัดเจนต้องรอการมอบนโยบายอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

ส่วนเรื่องงบประมาณในการเดินหน้าโครงการวงเงิน 4.4 หมื่นล้าน จะเพียงพอหรือไม่นั้น นายลวรณ กล่าวว่า จะต้องดูรายละเอียดอีกครั้งทั้งสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง และสภาพัฒน์ โดยกลุ่มที่เข้าร่วมจะยังคงเป็นกลุ่มคนตัวเล็ก ทั้งผู้บริโภคและร้านค้า

”เชื่อว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เห็นภาพเหล่านี้อยู่แล้ว ว่าสามารถดำเนินการได้มากน้อยเพียงใด และต้องไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจเครื่องยนต์ใดบ้าง ยืนยันว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 จะต้องเดินหน้าแน่นอน“ 

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังเตรียมความพร้อมสำหรับการ เปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ซึ่งเป็นโครงการที่ประชาชนให้ความสนใจและมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งพร้อมดำเนินการได้ทันทีเมื่อมีรัฐบาลใหม่หรือภายใต้รัฐบาลรักษาการหากไม่ขัดต่อกฎหมาย

ในส่วนของนโยบายภาคการเงิน นายลวรณ ยืนยันว่าโครงการ บัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล (Thailand Individual Savings Account) หรือ TISA จะเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ถูกผลักดันต่อ เนื่องจากเป็นกลไกสำคัญในการสร้างทางเลือกสำหรับการออมและการลงทุนระยะยาว แม้ที่ผ่านมาจะมีประเด็นเห็นต่างในรายละเอียดบางส่วน แต่เชื่อว่าหากมีการปรับปรุงให้เหมาะสมจะสามารถเดินหน้าต่อได้เพื่อประโยชน์ของผู้ออมรายย่อย

สำหรับประเด็นความกังวลเรื่องการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่คาดว่าจะล่าช้ากว่ากำหนดอย่างน้อย 3 เดือนนั้น นายลวรณ ยอมรับว่าปัจจัยสำคัญขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการรับรองผลการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งต้องรับรองผลภายในไม่เกิน 60 วัน หากทำได้เร็วกว่านั้นก็เชื่อว่าจะช่วยลดผลกระทบเชิงลบต่อการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ

“เมื่อท่านรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งอย่างต่อเนื่อง ก็เป็นโอกาสดีที่ได้กลับมาขับเคลื่อนหลายอย่างที่ก่อนหน้านี้ทำค้างไว้เพราะเวลาไม่พอ ได้เดินหน้าต่อ”