วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

‘สถาบันป๋วยฯ’ แนะเลิกนโยบายพักหนีัเหมารวม ชี้ต้องปรับโครงสร้างหนี้-เติมรายได้

‘สถาบันป๋วยฯ’ แนะเลิกนโยบายพักหนีัเหมารวม ชี้ต้องปรับโครงสร้างหนี้-เติมรายได้

ดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ้งภากรณ์ เปิดเผยว่า การแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนไม่ควรเน้นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือการพักหนี้แบบเหมารวม แต่ต้องมุ่งเน้นที่การปรับโครงสร้างหนี้ที่เชื่อมโยงกับการสร้างรายได้และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลูกหนี้ เพื่อป้องกันผลกระทบระยะยาวที่จะตามมา

ดร.โสมรัศมิ์ ฉายภาพให้เห็นว่า สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยมีความรุนแรงกว่าตัวเลขหนี้เสีย (NPL) ที่ปรากฏในระบบ โดยปัจจุบันคนไทย 1 ใน 3 มีหนี้ในระบบ และ 1 ใน 5 ของคนกลุ่มนี้เป็นหนี้ NPL ที่ค้างชำระเกิน 3 เดือน

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ซ่อนอยู่และน่ากังวลยิ่งกว่าคือ "หนี้เรื้อรัง" ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลเครดิตบูโร (NCB) พบว่ามีลูกหนี้กว่า 30% ที่แม้สถานะจะยังไม่เป็น NPL แต่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง เช่น การชำระเพียงขั้นต่ำ หรือจ่ายได้เพียงดอกเบี้ยเท่านั้น ส่งผลให้เงินต้นไม่ลดลงเลย

กลุ่มนี้เปรียบเสมือนปัญหาที่ถูกซุกไว้ใต้พรมและมีโอกาสกลายเป็นหนี้เสียขนาดใหญ่ในอนาคตอันใกล้ หากไม่มีมาตรการรองรับที่ตรงจุด

“ตัวเลขหนี้เสีย (NPL) ที่เราเห็นในระบบนั้น อาจเป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำ เพราะแท้จริงแล้วปัญหาหนี้ของคนไทยมีความซับซ้อนและหยั่งรากลึกมากกว่าข้อมูลที่ปรากฏในรายงานทางการ”

เมื่อถูกถามถึงทิศทางนโยบายแก้หนี้ที่ยั่งยืน ดร.โสมรัศมิ์ ย้ำชัดเจนว่า การแก้หนี้ที่ดีต้องไม่ใช่การใช้นโยบายแบบเหวี่ยงแห หรือการพักชำระหนี้แบบเหมารวมทั้งต้นและดอกเป็นระยะเวลานาน ซึ่งงานวิจัยชี้ชัดว่ารังแต่จะสร้างปัญหา "Moral Hazard" หรือพฤติกรรมความเสี่ยงทางศีลธรรม ทำให้ลูกหนี้ขาดวินัยและแรงจูงใจในการชำระคืน ส่งผลให้มูลค่าหนี้และหนี้เสียกลับเพิ่มสูงขึ้นในระยะยาว

แก้หนี้ต้องมีรายได้-สร้างวินัย

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการแก้หนี้จะต้องเริ่มจากการปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับศักยภาพที่แท้จริงของลูกหนี้ เพื่อให้ยอดที่ชำระเข้าไปนั้นสามารถตัดเงินต้นได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่หมุนจ่ายดอกเบี้ยไปวันๆ อีกทั้งการพักหนี้ควรเป็นมาตรการระยะสั้นที่ใช้เฉพาะเจาะจงกับกลุ่มที่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องชั่วคราวเท่านั้น ไม่ใช่ยาวิเศษที่ใช้ได้กับทุกคน

อีกประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมากคือ การแก้หนี้ต้องทำควบคู่ไปกับการ "สร้างรายได้" และ "สร้างวินัย" เพราะหากแก้ที่ตัวเลขหนี้แต่รายได้ไม่เพิ่ม ลูกหนี้ก็จะกลับสู่วังวนเดิม การออกแบบนโยบายจึงต้องเชื่อมโยงกับการส่งเสริมอาชีพ หรือการสร้างแรงจูงใจที่ถูกต้อง เช่น โครงการที่เปลี่ยนยอดชำระหนี้เป็นสิทธิ์ลุ้นรางวัล ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าช่วยกระตุ้นพฤติกรรมการชำระหนี้ของเกษตรกรได้อย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับประเด็น "หนี้นอกระบบ" ดร.โสมรัศมิ์ มองว่า การใช้อำนาจรัฐไล่ปราบปรามเจ้าหนี้นอกระบบเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและได้ผลเพียงระยะสั้น ทางออกที่ยั่งยืนคือสถาบันการเงินในระบบจะต้องปรับตัว ออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนกลุ่มเปราะบาง เพื่อดึงพวกเขาเข้ามาอยู่ในระบบให้ได้ เพราะตราบใดที่พวกเขายังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นธรรม การหนีไปพึ่งพาหนี้นอกระบบก็ยังคงเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

เตือนลบประวัติเครดิตบูโร เสี่ยง Moral Hazard

ต่อข้อเสนอนโยบายการลบประวัติเครดิตบูโร นางสาวโสมรัศมิ์ มองว่าไม่ควรดำเนินการ เนื่องจากงานวิจัยพบว่าการมีประวัติเครดิต แม้จะเคยเสียแต่หากกลับตัวมาชำระได้สม่ำเสมอ จะช่วยให้เข้าถึงสินเชื่อได้ดีกว่าคนไม่มีประวัติเลย

ส่วนนโยบายตัดหนี้ให้ผู้สูงอายุ ต้องมีระบบคัดกรองเฉพาะกลุ่มที่ขาดศักยภาพจริงๆ เท่านั้น เพื่อป้องกันปัญหาการจงใจไม่จ่ายหนี้ (Moral Hazard) ซึ่งจะส่งผลเสียต่อระบบการเงินของประเทศในภาพรวม