ท่ามกลางฝุ่นตลบหลังสนามเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านพ้นไป สายตาของภาคธุรกิจต่างจับจ้องไปยังทำเนียบรัฐบาลด้วยความคาดหวังระคนกังวล ต่อเสถียรภาพและทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการ กลุ่มเซ็นทรัล แม่ทัพใหญ่แห่งอาณาจักรค้าปลีกระดับโลก เปิดเผยว่า สถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคของไทยในปัจจุบัน เรากำลังติดอยู่ในหล่มที่เรียกว่า "ภาวะไร้ยุทธศาสตร์ระยะยาว" (Long-term Strategy) มานานเกินไป ตัวเลขจีดีพีขยายตัวเพียง 1.6 - 1.7% หรือเฉลี่ยไม่เกิน 2% ต่อปี ต่อเนื่องมานานนับสิบปีนับตั้งแต่หลังวิกฤตต้มยำกุ้งซึ่งสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังดิ่งลงอย่างต่อเนื่องจนอยู่ในสภาวะหลังชนฝาแล้ว
“สิ่งที่ภาคธุรกิจโหยหาไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนหน้าผู้นำ แต่คือทิศทางที่ชัดเจนว่าประเทศจะมุ่งหน้าไปทางไหน ไม่ใช่การบริหารแบบขอไปทีที่มองเห็นแต่ผลประโยชน์ของพรรคพวกหรือชัยชนะทางการเมืองระยะสั้นจนลืมมองผลประโยชน์ของชาติ”
ดร.สุทธิพันธ์ กล่าวถึงโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลว่าในช่วง 90 วันแรกว่า จะเป็นช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตายในการกอบกู้ภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในสายตาภาคเอกชน คือวัฒนธรรมการเมืองแบบเดิมที่เน้นการ "แบ่งโควต้าเก้าอี้ดนตรี" และตั้งคำถามถึงการคัดเลือกตัวบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในกระทรวงเศรษฐกิจและสังคมที่สำคัญ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งมักถูกดูแลโดยนักการเมืองที่ขาดความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
ข้อเสนอแนะต่อพรรคการเมืองคือ ต้องกล้าดึงมืออาชีพ (Professionals) เข้ามาทำงานจริง ไม่ใช่เพียงนำมาสร้างภาพลักษณ์เป็นไม้ประดับ แต่ต้องเป็นผู้ที่สามารถทำเป็นและแปรนโยบายจากกระดาษสู่การปฏิบัติจริงได้
นอกจากนี้ ดร.สุทธิพันธ์ ยังเตือนถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่เปรียบเสมือนสนิมกัดกินชาติ โดยแนะให้รัฐบาลใหม่เลิกโฟกัสเฉพาะโครงการระยะสั้นที่มุ่งหวังเพียงการใช้งบประมาณแผ่นดิน เพราะในขณะที่ไทยวนเวียนอยู่กับปัญหาเดิมๆ ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามกลับสปีดแซงหน้าไปไกลด้วยความชัดเจนทางการเมืองและการบริหารที่รวดเร็ว
"ประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรมและรากฐานที่ดีที่สุดในเอเชีย แต่กลับพ่ายแพ้ในสนามแข่งขันเพราะความล้มเหลวในการบริหารจัดการของภาครัฐ"
ในมุมมองของเอกชน ดร.สุทธิพันธ์ ยอมรับว่า แม้กลุ่มเซ็นทรัลจะมีความสามารถในการแข่งขันและได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำระดับโลก (World Leader) ที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยตั้งแต่อินเดียจรดญี่ปุ่น แต่สภาพเศรษฐกิจในบ้านเราที่ซบเซาบีบให้ภาคธุรกิจต้องดิ้นรนออกไปแสวงหาโอกาสในน่านน้ำใหม่ ทั้งเวียดนาม อาเซียน และยุโรป ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายและเต็มไปด้วยบาดแผลจากวิกฤตซ้อนวิกฤต ดังเช่นบทเรียนราคาแพงจากการลงทุนในยุโรปที่ต้องเจอทั้งโควิด สงคราม และคู่ค้าล้มละลาย
ดร.สุทธิพันธ์ ทิ้งท้ายเป็นโจทย์ใหญ่ฝากถึงรัฐบาลใหม่ว่า หากภาครัฐสามารถสร้างนโยบายที่เอื้ออำนวยและช่วยสนับสนุนเอกชนได้จริง เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของไทยที่เคยเดินสะดุด ก็อาจกลับมาคำรามและขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าได้อีกครั้ง แต่หากยังย่ำอยู่กับที่ด้วยการเมืองแบบเก่าๆ เราอาจตามไม่ทัน เพื่อนบ้านที่กำลังสปีดหนีเราไปทุกที





