วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ส.อ.ท. ชี้เค้าลางรัฐบาลใหม่ เร่ง 'แก้ปากท้อง-หนี้ครัวเรือน-คอร์รัปชั่น' กู้เศรษฐกิจ

ส.อ.ท. ชี้เค้าลางรัฐบาลใหม่ เร่ง 'แก้ปากท้อง-หนี้ครัวเรือน-คอร์รัปชั่น' กู้เศรษฐกิจ

วันนี้ (8 ก.พ. 2569) นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้สัมภาษณ์สดผ่านรายการพิเศษ “เกาะติดเลือกตั้ง 69 วินาทีชี้ชะตา อนาคตประเทศ” โดย "กรุงเทพธุรกิจ" ในช่วงค่ำของวันนับคะแนนเลือกตั้ง แม้ผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ณ เวลา 20.00 น. จะยังไม่ครบ 100% แต่เริ่มเห็นเค้าลางแนวทางการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ชัดเจนขึ้น โดยประเมินว่า "พรรคภูมิใจไทย" มีโอกาสสูงที่จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ "ความเสถียรภาพทางการเมือง" ซึ่งภาคเอกชน โดยเฉพาะคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

นายเกรียงไกร กล่าวว่า หากสูตรรัฐบาลสามารถรวมเสียงพรรคร่วมได้มากกว่า 300 เสียงขึ้นไปจะช่วยสร้างเสถียรภาพทางการเมือง และเป็นปัจจัยบวกอย่างมากต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ยังเปราะบาง

“ภูมิใจไทย-เพื่อไทย” จับมือได้ ไม่ปิดประตูใคร

สำหรับความเป็นไปได้ในการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทย นายเกรียงไกรมองว่า มีโอกาสค่อนข้างสูง เนื่องจากทั้งสองพรรค ไม่ได้หาเสียงในลักษณะตั้งเงื่อนไขหรือข้อยกเว้นว่าจะไม่ร่วมงานกับพรรคใดพรรคหนึ่ง ถือว่ามีความเปิดกว้างมากกว่าบางพรรคการเมืองที่มีข้อจำกัดชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งหากจับมือกันได้ และดึงพรรคอื่นเข้าร่วมเพิ่มเติม ก็จะยิ่งเพิ่มเสถียรภาพให้รัฐบาลใหม่

นายเกรียงไกร กล่าวเน้นย้ำว่า สิ่งที่ภาคเอกชนอยากฝากถึงรัฐบาลใหม่มากที่สุด คือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน ซึ่งถือเป็นวิกฤตใหญ่ที่สุดในเวลานี้ โดยปัจจุบัน หนี้ครัวเรือนของไทยสูงเกือบ 90% ต่อ GDP และหากนับรวมหนี้นอกระบบเข้าไป จะพุ่งสูงถึงประมาณ 104% สะท้อนชัดว่ารายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ไม่สอดคล้องกับรายจ่าย ส่งผลให้กำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจหายไปอย่างมาก

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเร่งด่วนอีกอย่างน้อย 3-4 เรื่องที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งจัดการ ได้แก่ 1. วิกฤติ SME โดยเฉพาะกลุ่มที่มีวงเงินสินเชื่อต่ำกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างน่ากังวล

2. การส่งออก ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย กำลังเผชิญแรงกดดันจาก "ค่าเงินบาทที่แข็งค่า"กระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน

3. สภาพคล่อง SME ที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน เนื่องจากสินเชื่อธนาคารหดตัวต่อเนื่อง สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยกู้จากความเสี่ยง NPL ทำให้ SME ขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง รัฐบาลจึงต้องออกมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินที่ "ตรงเป้าและแม่นยำ"

4.  สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน ที่ทะลักเข้ามาในตลาด ทั้งถูกกฎหมายและลักลอบ ส่งผลให้ SME ไทยจำนวนมากไม่สามารถแข่งขันได้และต้องปิดกิจการลง

ครม.เศรษฐกิจต้อง “ไม่เทา” ชูมืออาชีพ ไม่แบ่งโควตา

เมื่อถูกถามถึงความคาดหวังต่อโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ นายเกรียงไกร กล่าวย้ำชัดว่า รัฐบาลใหม่ต้อง “ไม่สีเทา” และสิ่งที่ภาคเอกชนต้องการคือ “มืออาชีพ” ที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์จริง เข้ามาดูแลกระทรวงเศรษฐกิจหลัก เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และและกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นต้น

ภาคเอกชนไม่ต้องการเห็นการจัดสรรตำแหน่งแบบ “โควต้าพรรคร่วม” แต่ต้องการทีมเศรษฐกิจที่ทำงานบูรณาการร่วมกัน เป็น Dream Team มีความเสียสละ และมีความต่อเนื่องของนโยบาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ท่ามกลางปีที่เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายสูง โดยหลายสำนักประเมินว่า GDP ปีนี้อาจขยายตัวได้เพียง 1.6-1.8% เท่านั้น

“คอร์รัปชันคือรูรั่วเรือ” ต้อง Zero Corruption ควบกระตุ้นเศรษฐกิจ

นายเกรียงไกร ได้เปรียบเทียบสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันว่า เหมือนเรือที่มีรูรั่ว ต่อให้รัฐอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจมากเพียงใด หากยังปล่อยให้มีการคอร์รัปชัน เงินก็จะรั่วไหลออกไปหมด ดังนั้น กกร. จึงเสนอให้รัฐบาลใหม่เดินหน้า Zero Corruption ควบคู่ไปกับมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

โดยแนวทางสำคัญคือการนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และลดต้นทุนแฝงทางเศรษฐกิจ พร้อมเร่งแก้ไขกฎหมายล้าสมัยกว่าแสนฉบับ ที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจและการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

นายเกรียงไกร กล่าวแสดงความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในระยะยาว โดยระบุว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา GDP ไทยเติบโตเฉลี่ยต่ำกว่า 2% ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามเติบโตมากกว่า 8% หากไทยไม่เร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ภายในปี 2030** ไทยอาจร่วงลงไปอยู่อันดับ 5 หรือ 6 ของอาเซียน จากเดิมที่เคยเป็นหนึ่งในผู้นำของภูมิภาค

ทั้งนี้ รัฐบาลใหม่จึงต้องเดินหน้าแผน Reinvent Thailand ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อรับมือความท้าทายจากภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ เช่น สงครามการค้า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายกีดกันทางการค้า รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและผลกระทบจาก AI ขณะเดียวกัน ต้องดูแลไม่ให้การส่งเสริมการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ดาต้าเซ็นเตอร์ หรือคลาวด์เซอร์วิส กลายเป็นการเติบโตที่กระจุกตัวเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ แต่ทิ้ง SME ไทยไว้ข้างหลัง

“ถ้าเรายังปล่อยให้เศรษฐกิจไทยเป็น ‘คนป่วยของเอเชีย’ ต่อไป โดยไม่ซ่อมโครงสร้างและอุดรูรั่ว วันนี้เราอาจยังไม่ล้ม แต่วันหนึ่งอาจลุกไม่ขึ้น ดังนั้น ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ต้องเข้มแข็ง ทำงานเป็นทีม และทำงานร่วมกันทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ เพื่อพาประเทศไทยกลับมาแข่งขันได้อีกครั้ง"