วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

เปิดนโยบายดันส่งออก ‘พรรคภูมิใจไทย’ลดพึ่งพาตลาดเดิม-ดัน SME สู้ศึกโลก

เปิดนโยบายดันส่งออก ‘พรรคภูมิใจไทย’ลดพึ่งพาตลาดเดิม-ดัน SME สู้ศึกโลก

“ศุภจี” เผย  การส่งออกไทยเผชิญความเสี่ยงจากการพึ่งพาสหรัฐ–จีนสูงถึง 1 ใน 3 ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด ย้ำต้องเร่งกระจายตลาดใหม่ ลดการกระจุกตัวทั้งด้านตลาด ผู้ส่งออก และสินค้า พร้อมเดินหน้ายกระดับเอสเอ็มอี–ดัน “เมคอินไทยแลนด์” สร้างฐานเศรษฐกิจที่แข็งแรงและยั่งยืนในระยะยาว

ผลการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 อย่างไม่เป็นทางการ ณ เวลา 20.30 น.วันที่ 8 ก.พ.2569 พรรคภูมิใจไทยมีคะแนนนำมาเป็นอันดับ 1 โดยได้ที่นั่ง สส.รวม 187 แบ่งเป็น สส.เขต 166 คน และบัญชีรายชื่อ 21 คน

สำหรับนโยบายเรื่องการส่งออกถือเป็นอีกนโยบายที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ ถือเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่สำคัญที่รัฐบาลต่อไปต้องเข้ามาขับเคลื่อน

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ และสมาชิกพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนการส่งออกของพรรคภูมิใจไทยว่าพรรคต้องการทำให้การส่งออกนำเข้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ที่ผ่านมาเรามีปัญหาคือไทยกระจุกอยู่ในแค่สหรัฐและจีน มีการส่งออกไปสองประเทศนี้เทียบเท่าการส่งออก 1 ใน 3 ของประเทศ ฉะนั้นหากเราฝากการส่งออกไปไทยอยู่ในประเทศที่ขัดแย้งกันถือเป็นความเสี่ยง จึงต้องหาตลาดใหม่

“วันนี้มีคนวิจารณ์ว่าตนดูหมิ่นดูแคลนการส่งออก ตนไม่เคยดูหมิ่นและเหยียดหยามแต่คิดว่าเราสามารถทำได้กว่านี้อีก แต่ถ้าคุณมองไม่เห็นว่าปัญหามันอยู่ตรงไหนเราคิดว่าสิ่งที่ดีอยู่มันดีแล้วประเทศจะเป็นอย่างนี้หรือ ที่ผ่านมาประเทศไทยมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ นี่เพียงแค่ 3 เดือนเราทำได้ขนาดนี้ และคนที่ทำมาไม่รู้กี่รอบกี่ปีเรื่องเศรษฐกิจแล้วบอกว่าปัญหาไม่มีเรื่องการส่งออก ท่านว่าเค้าเห็นหรือไม่เห็นปัญหา”

นางศุภจี กล่าวว่า ตนไม่เถียงว่าภูมิภาคอื่นมีการเจริญเติบโตด้วย แต่ประเด็นของตนมองว่าเราควรจะโตในการสุ่มเสี่ยงเหมือนเดิมหรือไม่ ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือหาตลาดใหม่เพิ่มเติม และทำให้ฐานใหญ่มากขึ้นคือขายให้มากขึ้นซึ่ง

ฉะนั้น การที่จะบอกว่ายุโรปโต ตะวันออกกลางโต แต่มันโตพอหรือไม่ ดังนั้นสิ่งที่เราต้องเดินหน้าต่อคือทำอย่างไรว่าจะเข้าไปตลาดใหม่ให้มันโตกว่าเดิม เพื่อที่เราจะได้ลดการพึ่งพาของประเทศที่เราพึ่งพาเขาอยู่ 1 ใน 3 ฉะนั้นกลยุทธ์การส่งออกตลาดเดิมต้องรักษาและทำอย่างมีกลยุทธ์ คือการประสานกันระหว่างความมั่นคง การต่างประเทศและการค้า และตอนนี้มีพรรคไหนพร้อมที่ทำเรื่องนี้มากกว่าพรรคภูมิใจไทยหรือ

ฉะนั้นตลาดเดิมก็ต้องรักษา ตลาดใหม่ก็ควรจะทำให้มันโตขึ้น พร้อมย้ำว่า ในเมื่อมีการกระจุกตัวอยู่ในประเทศที่ขัดแย้งกัน เรามีความเสี่ยงสูง จึงต้องไปโตในตลาดอื่นให้มากขึ้น

ส่วนที่มีคนบอกว่าการส่งออกมีปัญหา ฉะนั้นการแก้การกระจุกที่หนึ่ง นางศุภจี กล่าวว่า ผู้ส่งออกในประเทศไทยที่ขึ้นทะเบียนมีอยู่ประมาณ 3 หมื่นราย เป็นผู้กับใหญ่ประมาณ 7-8 พันราย แต่กินส่วนแบ่งถึง 74% ที่เหลือเป็น SMEs ฉะนั้นเราต้องช่วยในกลุ่มนี้คือ เสริมทักษะเพื่อเสริมแกร่งให้เอาเอ็มอี โดยมีโครงการให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน หาตลาดและการปกป้องเอสเอ็มอี จากนอมีนีซึ่งทำแล้ว ส่วนคนที่ทำเศรษฐกิจมาหลายปีทำไมไม่แก้จุดนี้ ทำมากี่ปีกี่สมัยทำได้แค่นี้ ฉะนั้นเราต้องทำให้เอสเอ็มอีโตต่อเนื่องและมากกว่านี้

ส่วนการแก้กระจุกตัวต่อไปคือเรื่องสินค้า นางศุภจี กล่าวว่า ปี 2568 เราส่งออก 11.1 ล้านล้าน และนำเข้า 11.4 ล้านล้านมากกว่าส่งออก แต่มันกระจุกเพราะสินค้าที่เราส่งออกกับนำเข้าเป็นสินค้ากลุ่มเดียวกัน เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนรถยนต์ ถือว่าประเทศไทยอยู่ในห่วงโซ่ตรงกลาง การแก้เราต้องทำให้การส่งออกสินค้ากระจายตัวมากขึ้น ไม่ใช่กระจุกอยู่กลุ่มเดียวกับสินค้าที่นำเข้า

ส่วนคนที่บอกว่า ตนเองด้อยค่าการส่งออกนั้นมันใช่หรือ สิ่งที่ดูเราต้องส่งเสริมในเรื่องสินค้าที่ทำในประเทศไทย หรือเมคอินไทยแลนด์ หากทำได้จะเป็นเรื่องดี ไปพร้อมกับการแก้สินค้าสวมสิทธิ์ และแก้การส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูป ดังนั้นหน้าที่ของทีมเศรษฐกิจนี้คือทำอย่างไรจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้