ข้อมูลจากธนาคารโลก ระบุว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.8% ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มจากประมาณการเดิมที่ทำไว้เมื่อ มิ.ย. 2568 ถึง 0.1% แม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยดูดีขึ้น แต่เมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน พบว่า ปี 2569 คาดว่า เวียดนามจะขยายตัว 6.3% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดของภูมิภาค ตามมาด้วย ฟิลิปปินส์ 5.3% อินโดนีเซีย 5% กัมพูชา4.3% มาเลเซีย 4.1% สปป.ลาว 4.0% เมียนมา 3.0% และไทยลำดับสุดท้าย ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังมีปัญหาบางอย่างซ่อนอยู่ซึ่งกลไกเศรษฐกิจอย่างกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม หรือ เอสเอ็มอี มีมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยไว้อย่างน่าสนใจ
แสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงภาพรวมเศรษฐกิจปี 2569 และผลกระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยว่า ถือเป็นปีแห่งการ “เอาตัวรอด” ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโตต่ำ และความเสี่ยงรอบด้านถาโถม ซึ่งเอสเอ็มอีจำเป็นต้องรู้เท่าทันทั้ง จุดแข็งและจุดเสี่ยง เพื่อเตรียมแผนรับมืออย่างเป็นระบบ
โดยปี 2569 เป็นปีที่ประเทศไทยและโลกต้องเผชิญกับ 7 สงครามระทึกเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นตัวเร่งให้เศรษฐกิจไทยร้อนระอุ และกระทบเอสเอ็มอีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แบ่งเป็น 1.สงครามภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งที่พร้อมปะทุและขยายวง เช่นสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา, สหรัฐฯ-เดนมาร์ก (กรณีเกรนแลนด์), จีน-ไต้หวัน, รัสเซีย-ยูเครน, อิสราเอล-อิหร่าน, อินเดีย-ปากีสถาน และไทย-กัมพูชาซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะ “แบ่งข้าง” ส่งผลต่อ ต้นทุนพลังงาน สินค้านำเข้า-ส่งออก และห่วงโซ่อุปทาน
2. สงครามการค้ากับกำแพงภาษี โดยเฉพาะสหรัฐ ที่พร้อมนำกำแพงภาษีกลับมาใช้เชื่อมโยงด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ กระทบขีดความสามารถการแข่งขัน และบีบให้ประเทศต่างๆ ต้องเร่งเจรจาการค้า หาตลาดใหม่ ควบคู่กับการคุมเข้มการใช้ไทยเป็นทางผ่านส่งออก
3. สงครามโลกเดือดระอุด้านสิ่งแวดล้อม ความท้าทายด้านเทคโนโลยีเพื่อ ลดก๊าซเรือนกระจก มาตรฐานสีเขียว พลังงานสะอาด รวมถึงการรับมือภัยพิบัติที่กระทบชีวิต ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจ ซึ่งเอสเอ็มอีต้องเร่งเข้าถึงระบบประเมินและรับรองมาตรฐานสิ่งแวดล้อม
4. สงครามหนี้ท่วมโลกทับถมไทย โดยประเทศคู่ค้าใหญ่ เช่น สหรัฐ จีน ญี่ปุ่น เผชิญปัญหาหนี้ ขณะที่ไทยติดอยู่ในวังวนหนี้ครัวเรือน หนี้เสีย และหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็น “โซ่ตรวนเศรษฐกิจฐานราก”
5. สงครามเทคโนโลยี AI เป็นได้ทั้ง “ประตูแห่งโอกาส” และ “กำแพงความท้าทาย” สำหรับเอสเอ็มอี เกษตรกร แรงงาน ที่ต้องเปลี่ยนผ่านสู่ เศรษฐกิจดิจิทัล–AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพอย่างมีคุณภาพ
6. สงครามทุนเทา โดยเศรษฐกิจนอกระบบเบ่งบาน กระทบระบบเศรษฐกิจปกติ และกลายเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ต้องเร่งปราบปราม และ 7. สงครามสังคมสูงวัย คำถามใหญ่คือไทยจะเดินหน้าไปสู่ “ความเป็นอยู่ที่ดี” หรือ “ภาระที่ต้องแบกรับ” โดยจำเป็นต้องวางยุทธศาสตร์รัฐสวัสดิการ และเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณค่า
“ความท้าทายทั้ง 7 ด้านจะเร่งให้เกิด การจัดระเบียบโลกใหม่ และบังคับให้ประเทศต่างๆ ต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อให้แข่งขันได้”
จีดีพีไทยรั้งท้ายอาเซียนโจทย์ใหญ่ต้องแก้
แสงชัย กล่าวว่า การขยายตัวเศรษฐกิจไทยต่ำต่อเนื่องทุกไตรมาส ตั้งแต่ไตรมาส 1/2566 -ไตรมาส 4/2568 ตามหลังเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์
ขณะที่ การกระจายรายได้และรายได้ต่อหัวประชากร ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และสาธารณสุข ทั้งนี้ จะต้องบริหารความเสี่ยงและพลิกความเหลื่อมล้ำให้เป็น 4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เพื่อสร้างรายได้ การจ้างงาน และฐานภาษีของประเทศ พลิกเศรษฐกิจไทย แบ่งเป็น
1. ประเทศผู้นำการท่องเที่ยวคุณภาพสูงของโลก ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านบริการ วัฒนธรรม อัตลักษณ์ท้องถิ่น และทรัพยากรธรรมชาติ สามารถพัฒนาเป็น “เขตเศรษฐกิจท่องเที่ยวพิเศษ” เชื่อมเมืองหลัก–เมืองรอง ระบบคมนาคม ความปลอดภัย และที่พักคุณภาพ ควบคู่กับการผลักดัน สินค้าและบริการวัฒนธรรมไทยสร้างสรรค์ เช่น เสื้อผ้าแฟชั่น สิ่งทอ การแสดงรำไทย โขน ลิเก หนังตะลุง รวมถึงอุตสาหกรรมละคร ภาพยนตร์ เกมโชว์ และโฆษณา เพื่อสร้าง Value Supply Chain ใหม่
2. ประเทศน่าอยู่ของโลก การพัฒนา “เขตเศรษฐกิจนิคมผู้สูงวัยคุณภาพสูง” รองรับคนไทยและต่างชาติ เชื่อม “สังคมสูงวัย” ไปสู่ “สังคมน่าอยู่” ด้วยระบบการแพทย์ สิ่งแวดล้อม อาหารคุณภาพ และกิจกรรมสำหรับผู้สูงวัย ซึ่งไทยมีความพร้อมสูง
3. ประเทศเสบียงอาหารของโลก ตอกย้ำความหลากหลายด้านชีวภาพ พืชผัก ผลไม้ ประมง ปศุสัตว์ มุ่งสู่เกษตร GI เกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ เกษตรอุตสาหกรรม รวมทั้ง แปรรูปอาหารนวัตกรรม อาหารสัตว์คุณภาพสูง เพื่อเป็น “คลังอาหารโลก” พร้อมผลักดันอุตสาหกรรม สมุนไพรสกัดเพิ่มมูลค่า ลดการส่งออกวัตถุดิบราคาต่ำ และลดการนำเข้าสารสกัดราคาแพง
4. ประเทศที่มีมนต์เสน่ห์แห่งการลงทุน เดินหน้ากลยุทธ์ “ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษ 5 ภาค” เชื่อม 4 ภูมิภาคเข้ากับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ( EEC )ดึงดูด TDI + FDI พร้อมผนึกมหาวิทยาลัย อุทยานวิทยาศาสตร์ สตาร์ทอัพ และ IDEs สร้าง “สังคมเขตเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ”
ชู 4 เสาเศรษฐกิจนำไทยสู่อนาคต
แสงชัย กล่าวสรุปว่า วิกฤติ อุปสรรค และความท้าทาย คือบททดสอบของประเทศ ไทยต้องรวมพลังความคิดและวิสัยทัศน์เพื่อ “เปลี่ยนอ่อนเป็นแข็ง เปลี่ยนเสี่ยงเป็นเสถียร” ผ่าน 4 เสาเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ 1. เศรษฐกิจนวัตกรรม หรือเศรษฐกิจมูลค่าเพิ่ม 2. เศรษฐกิจสีขาว ปราศจากทุนเทาและเศรษฐกิจนอกระบบ 3. เศรษฐกิจตลาดหนึ่งเดียว เชื่อมไทยสู่ตลาดโลก และ 4. เศรษฐกิจพอเพียง พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน
“เอสเอ็มอีไทยจะอยู่รอดได้ หาก 'มองเห็นความเสี่ยงเป็นโอกาส' และปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของโลกและของไทย”





