วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม 2569

Login
Login

ส.อ.ท. เขย่าการเมืองก่อนเลือกตั้ง 69 ต้องไม่เทา ย้ำคอร์รัปชั่น 'วิกฤตชาติ'

ส.อ.ท. เขย่าการเมืองก่อนเลือกตั้ง 69 ต้องไม่เทา ย้ำคอร์รัปชั่น 'วิกฤตชาติ'

ในห้วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 ก.พ. 2569 บรรยากาศการเมืองไทยถูกจับตาอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง การแข่งขันของโลกที่รุนแรง และความเชื่อมั่นที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ ภาคเอกชนจำนวนมากต่างฝากความหวังไว้กับ “การเมืองที่โปร่งใส” มากกว่าสัญญานโยบายสวยหรู เพราะสิ่งที่บั่นทอนศักยภาพประเทศมายาวนาน ไม่ใช่เพียงปัจจัยเศรษฐกิจภายนอก หากแต่คือปัญหาคอร์รัปชันเชิงระบบ กฎหมายล้าสมัย และการใช้อำนาจรัฐที่ขาดความรับผิดชอบ

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วย หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย ได้ประกาศยกระดับการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันให้เป็นวาระเร่งด่วนของประเทศ เนื่อจากสถานการณ์คอร์รัปชันในปัจจุบันยังคงรุนแรงและเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีกฎหมายกว่าแสนฉบับ นับเป็นปัญหาที่ไม่เคยถูกแก้ไขอย่างแท้จริง และสะท้อนให้เห็นต่อเนื่องมาหลายปี จนเกิดการสะสมของปัญหา กลายเป็นต้นทุนแฝง และบั่นทอนผู้ที่ปฏิบัติตามกฎหมายและทำความดี ขณะเดียวกันกลับเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ที่ไม่สุจริต ส่งผลให้ประเทศชะงักงัน เสื่อมถอย และไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจ กกร. คาดการณ์ว่า GDP ไทยปี 2568 จะขยายตัวที่ 1.8-2.2%, แต่ในปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.6-2.0% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์, โดย กกร. เสนอให้รัฐบาลเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ กระตุ้นการท่องเที่ยว และสนับสนุน SMEs ผ่านมาตรการ Quick Big Win เพื่อพยุงเศรษฐกิจให้เติบโตได้ต่อเนื่อง

ดังนั้น เพื่อยกระดับความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศ นายเกรียงไกร ได้ตั้งคำถามต่อพรรคการเมืองว่า หากได้เป็นรัฐบาล ในช่วง 100 วันแรกหลังเข้าบริหารประเทศ จะมีแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างไร และกฎหมายหรือกฎระเบียบใดที่จะถูกนำมาปรับปรุงเป็นลำดับแรก

จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนและภาคธุรกิจรวม 4,814 รายทั่วประเทศ ภายใต้เครือข่าย “Zero Corruption: กกร. และเพื่อนไม่ทน” พบว่าประชาชน 77% และภาคธุรกิจสูงถึง 97% มองว่าปัญหาคอร์รัปชันในไทยมีความรุนแรงมาก โดยภาคธุรกิจ 71% มองว่าการทุจริตที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคง และ 38% ระบุว่าทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

สำหรับพฤติกรรมนักการเมืองที่สังคมเบื่อหน่ายที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. รัฐมนตรีเทา หรือคนที่มีมลทินแต่ยังได้เสวยอำนาจ (28%) 2. ดีแต่พูด โดยนโยบายต่อต้านโกงมีไว้เพียงเพื่อหาเสียง (20-22%) และ 3. ผลประโยชน์ทับซ้อน โดยใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง (17%)

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังระบุว่า “หัวหน้าพรรค” ต้องเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการคัดกรองบุคคลและแก้ไขปัญหาการทุจริตภายในพรรค โดย 88% ของภาคธุรกิจยืนยันว่านโยบายต่อต้านคอร์รัปชันมีผลต่อการตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองในการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. 2569 นี้

"คอร์รัปชันได้กลายเป็น 'ต้นทุนเชิงโครงสร้าง' ที่กัดกร่อนประเทศโดยเปรียบเศรษฐกิจไทยเหมือน “เครื่องจักรเก่าที่มีสนิมและการรั่วไหล” ต่อให้เร่งเครื่องเพียงใดก็เดินหน้าไม่ได้หากไม่เร่งอุดรอยรั่ว"

อย่างไรก็ตาม สัญญาณเตือนที่สำคัญคือ ความผิดปกติของค่าเงินบาท ซึ่งในช่วงปี 2568 - 2569 แข็งค่าขึ้นถึง 8% สวนทางกับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามที่ค่าเงินอ่อนตัวลง 3% กกร. ตั้งข้อสังเกตว่าความผิดปกตินี้อาจเกิดจาก “เงินนอกระบบและทุนสีเทา” ที่ไหลผ่านช่องโหว่ของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลและการค้าทองคำ โดยพบว่าปริมาณการเทรดสกุลเงินดิจิทัลในไทยสูงถึง 50% ของปริมาณการเทรดทั้งหมด ขณะที่ค่าเฉลี่ยโลกอยู่ที่เพียง 10% เท่านั้น

นอกจากนี้ ต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยยังสูงถึง 15-16% ของ GDP ขณะที่คู่แข่งอยู่ที่ 9-10% ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากกฎระเบียบที่ล้าสมัยซึ่งเปิดช่องให้มีการเรียกรับสินบน, และมีการเรียกรับเงินใต้โต๊ะในโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสูงถึง 20-30% ของมูลค่าโครงการ

ทั้งนี้ ภาคเอกชนยืนยันเจตนารมณ์ที่จะเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง โดย 66% ของภาคธุรกิจพร้อมประกาศจุดยืนตัดความสัมพันธ์กับนักการเมืองที่ทุจริต เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจไทยที่โปร่งใสและยั่งยืนในระยะยาว เพราะอนาคตของประเทศอยู่ในมือของพวกเราทุกคน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องมีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ ภายใต้แนวคิด Reinvent Thailand

ทั้งนี้ กกร. ได้จัดตั้ง “คณะทำงาน Zero Corruption: กกร. ไม่ทน” เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายนำเสนอต่อรัฐบาล โดยวางกรอบการทำงาน 8 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. หลักธรรมาภิบาล 2. การปลูกฝังจิตสำนึก 3. นโยบายต่อต้านการทุจริต 4. ระบบบริหารความเสี่ยง 5. การมีส่วนร่วม 6. เทคโนโลยี 7. การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ และ 8.การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบ (Regulatory Guillotine)