ท่ามกลางบรรยากาศโลกที่กังวลต่อความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบชัดเจนต่อเศรษฐกิจโลก ในงานเสวนา “The Game Changer: Outlook 2026 & Beyond” เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2569 เต็มไปด้วยความตื่นตัวของเหล่านักธุรกิจชั้นนำที่มารวมตัวกัน ณ ปาร์คนายเลิศ ได้แชร์ความเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของโลก
ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก (WTO) และอดีตเลขาธิการอังค์ถัด (UNCTAD) กล่าวในหัวข้อ “International game changers impacting Asia & Thailand” ฉายภาพอนาคตเศรษฐกิจไทย และเอเชีย รวมทั้งคำเตือนถึงความโกลาหลครั้งใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น
ดร.ศุภชัย กล่าวว่า โลกปัจจุบันว่ามันไม่ใช่แค่ช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างที่เราเคยเข้าใจ แต่มันคือ“การรอยร้าว” (Rupture) ของระบบระเบียบโลกที่เคยยึดถือกันมา
ทั้งนี้เมื่อมองย้อนกลับไปพบว่าอยู่บนรากฐานความเชื่อที่ว่า โลกเสรี และการค้าเสรีจะดำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีกฎกติกากำกับดูแล แต่ภาพที่เห็นในวันนี้กลับตาลปัตร กลายเป็นโลกที่มีหลายขั้วอำนาจ (Multipolar world) แต่กลับไร้ซึ่งความเป็นพหุภาคี (Multilateralism) ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่งสำหรับประเทศขนาดกลาง และเล็กที่ไม่สามารถต่อรองกับมหาอำนาจได้หากไร้กฎเกณฑ์ที่เป็นธรรม
ดร.ศุภชัย กล่าวว่า โลกกำลังถอยห่างจากระบบที่ยึดกฎเกณฑ์ (Rule-based system) มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนที่สุดคือ วิกฤติความศรัทธาในองค์กรระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหประชาชาติ (UN) หรือแม้แต่องค์การการค้าโลก (WTO) เองที่กำลังเผชิญกับวิกฤติการดำรงอยู่
“ความพยายามของประธานาธิบดีทรัมป์ในการนำเสนอ ‘Bord of Peace’ สร้างความสับสนว่าจะเข้ามาแทนที่บทบาทของ UN ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของโลกหรือไม่”
“สหรัฐ” บีบพันธมิตรหันพึ่งจีน
ขณะเดียวกัน ปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองที่สุดในช่วงต้นปี 2026 นี้ คือ การพลิกขั้วอำนาจทางการทูตที่เกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบแต่ทรงพลัง ท่ามกลางนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐ ที่สร้างความบาดหมางไปทั่ว ดร.ศุภชัย ระบุว่าเพียงแค่เดือนม.ค.เดือนเดียว มีผู้นำระดับสูงจาก 6 ประเทศตบเท้าเข้าพบประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ถึงกรุงปักกิ่ง
ไม่ว่าจะเป็นผู้นำจากเกาหลีใต้ ไอร์แลนด์ หรือแม้แต่เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าในขณะที่สหรัฐ กำลังผลักไสพันธมิตรด้วยนโยบายที่แข็งกร้าว โลกกำลังหันหน้าเข้าหาจีนมากขึ้น จนเกิดวลีเปรียบเปรยที่ ดร.ศุภชัย หยิบยกขึ้นมาว่า นโยบาย “Make America Great Again” อาจกำลังกลายเป็นตัวเร่งให้เกิด “Make China Great” แทน
อย่างไรก็ตาม ดร.ศุภชัย เชื่อว่าเราไม่สามารถทิ้งระเบียบเก่าได้ แต่ต้องปฏิรูปมัน โดยเสนอทางออกว่าหากการตกลงกันทั้งโลกเป็
นไปไม่ได้ กลุ่มประเทศขนาดกลางอาจต้องหันมาจับมือกันในรูปแบบ “Plurilateralism” หรือพหุภาคีแบบกลุ่มย่อย เพื่อประคองระบบการค้าโลกให้เดินหน้าต่อไปได้
“แทนที่จะรอความหวังจากข้อตกลงระดับโลกที่ตกลงกันไม่ได้ ไทยต้องหันไปจับมือกับกลุ่มประเทศขนาดกลาง (Mid-sized countries) ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น หรืออินเดีย เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง”
ดร.ศุภชัย กล่าวว่า และกลุ่มประเทศในเอเชีย ต้องรวมพลังกันเพื่อสร้างวงโคจรความร่วมมือใหม่ ท่านยกตัวอย่างความเป็นไปได้ที่น่าสนใจ เช่น การที่สหภาพยุโรป (EU) อาจหันมาจับมือกับกลุ่มความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ในเอเชีย เพื่อประคองระบบกฎเกณฑ์การค้าโลกให้เดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ต้องรอมหาอำนาจขั้วใดขั้วหนึ่ง
รวมทั้งเป็นเวทีสำคัญที่ไทยต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ในการดึงมหาอำนาจอย่างจีน และพันธมิตรอื่นๆ เข้ามาอยู่ในกรอบกติกาเดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามจนกลายเป็นการเผชิญหน้าทางทหาร ซึ่งจะเป็นหายนะสำหรับทุกฝ่าย
จับตาเศรษฐกิจถูกใช้เป็นอาวุธ
ดร.ศุภชัย กล่าวถึงประเด็นภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomics) ที่อำนาจรัฐเข้ามามีบทบาทเหนือกลไกตลาด จากเดิมที่ในอดีตเราอาจแยกเรื่องการเมืองออกจากเศรษฐกิจ แต่ในปี 2026 นี้ เครื่องมือทางเศรษฐกิจถูกนำมา ใช้เป็นอาวุธเพื่อต่อรองผลประโยชน์ทางการเมือง และความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นการใช้กำแพงภาษี การคว่ำบาตร หรือการใช้น้ำมัน และก๊าซเป็นตัวประกัน
ขณะที่จีนใช้การบริหารจัดการ และควบคุมแร่ธาตุหายาก (Rare Earths) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตชิ้นส่วนขีปนาวุธ และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างอำนาจต่อรองเหนือสหรัฐ สิ่งเหล่านี้ทำให้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) กลายเป็นเรื่องยากที่จะบรรลุ เพราะนโยบายเศรษฐกิจถูกบิดเบือนไปเพื่อรับใช้เกมอำนาจ
ชิงสมรภูมิขั้วโลกเหนือ
ดร.ศุภชัย กล่าวถึงความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ที่ขยายวงกว้างว่า เมื่อมหาอำนาจใหม่อย่างจีนผงาดขึ้นมาท้าทายมหาอำนาจเก่า ความขัดแย้งย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดไม่ใช่เพียงแค่ทะเลจีนใต้หรือไต้หวัน แต่คือ “ขั้วโลกเหนือ” (Arctic) พื้นที่ ที่น้ำแข็งกำลังละลาย และเปิดเส้นทางเดินเรือใหม่
รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล ซึ่งกำลังกลายเป็นสมรภูมิใหม่ของการช่วงชิงอำนาจระหว่างรัสเซีย จีน และสหรัฐ โดยที่จีนเองได้ส่งเรือตัดน้ำแข็งรุ่นใหม่ลงพื้นที่แล้วถึง 3 ลำขณะที่สหรัฐ และพันธมิตรต่างเร่งเพิ่มงบประมาณกลาโหมสูงขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน สะท้อนให้เห็นว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคแห่งการช่วงชิงทรัพยากร และพื้นที่ยุทธศาสตร์ใหม่อย่างดุเดือด
แนะไทยสร้างวินัยการเงินการคลัง
ดร.ศุภชัย กล่าวว่า ในโลกที่เผชิญกับความแตกร้าว ไทยไม่สามารถดำเนินนโยบายแบบแข็งขึ้น หรือไร้ทิศทางได้อีกต่อไป สิ่งแรกที่ต้องทำทันทีคือ การสร้างวินัยทางการเงินการคลังที่เข้มแข็ง โดยจะต้องระวังภาวะ “ฟองสบู่แตก” ระลอกใหม่ที่อาจเกิดจากตลาดพันธบัตรในสหรัฐ และญี่ปุ่น รวมถึงฟองสบู่ในภาคเทคโนโลยี
"หากไทยปล่อยให้หนี้สาธารณะ และหนี้ภาคเอกชนพุ่งสูงโดยไร้การควบคุม เมื่อพายุทางการเงินพัดมาถึง เราอาจล้มครืนได้ง่ายๆ ดังนั้นการรักษาวินัยทางการเงินจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดเดียวที่จะประคองตัวผ่านความผันผวนนี้ไปได้"
คลื่นลูกใหม่ดิจิทัล-เอไอ
ดร.ศุภชัย กล่าวถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกเรื่องคือ เทคโนโลยีที่ทุกคนกำลังตื่นเต้นอย่าง AI แต่ในขณะเดียวกันก็เปรียบเสมือนดาบสองคมที่อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงมหาศาลหากเราก้าวเดินโดยขาดความเข้าใจที่ถ่องแท้
ทั้งนี้รายงานจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) พบว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กว่า 80% ของธุรกิจที่นำ AI มาประยุกต์ใช้ยังไม่สามารถสร้างผลกำไรที่เพิ่มขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนในเทคโนโลยีนี้อาจยังไม่ใช่หลักประกันความสำเร็จทางธุรกิจในทันทีอย่างที่หลายคนวาดฝัน
“บทบาทที่แท้จริงของ AI ไม่ควรจำกัดอยู่แค่การใช้งานเชิงพาณิชย์อย่างการสร้างข้อความ เขียนรายงาน หรือแต่งเพลง แต่ต้องถูกนำไปใช้แก้ปัญหาที่หมักหมม และซับซ้อนของโลก ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติสาธารณสุข การสร้างความมั่นคงทางอาหาร และการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือพลังงานสะอาด”
นอกจากนี้ ดร.ศุภชัย กล่าวถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่า ไม่ได้เป็นเรื่องที่จะมาคิดกันที่หลัง หรือกิจกรรมเพื่อภาพลักษณ์องค์กรที่ทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ แต่ต้องยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องทำ โดยย้ำชัดว่า มนุษยชาติ และระบบเศรษฐกิจไม่สามารถอยู่รอดได้ท่ามกลางความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงขึ้นทุกวัน
ดร.ศุภชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทย และภาคธุรกิจต้องพยายามยืนหยัดอยู่ในกติกาและระบบระเบียบโลกให้ได้มากที่สุด แม้ว่ามหาอำนาจจะพยายามฉีกกฎทิ้งก็ตาม
“เราต้องไม่ถอดใจ และต้องรักษาสมดุลเพื่อประคองตัวให้รอดพ้นจากพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะมาถึง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่อยู่รอดไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่คือ ผู้ที่มีความยืดหยุ่น (Resilience) และปรับตัวได้ดีที่สุดในสมรภูมิโลกใหม่แห่งนี้”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





