วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

นักวิชาการเตือนนโยบาย ‘หั่นค่าไฟ’ เสี่ยงโยน ‘หนี้รัฐ-การคลัง’ สะเทือน

นักวิชาการเตือนนโยบาย ‘หั่นค่าไฟ’ เสี่ยงโยน ‘หนี้รัฐ-การคลัง’ สะเทือน

ท่ามกลางบรรยากาศการหาเสียง ก่อนการเลือกตั้ง วันที่ 8 ก.พ.2569 นโยบายด้านพลังงาน กลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิหลักที่พรรคการเมืองต่างชูเป็นจุดขายสำคัญ อาทิ “ลดค่าไฟ-น้ำมัน” ไปจนถึงการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อลดค่าครองชีพ และสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจชะลอตัว ต้นทุนการผลิตสูง และความผันผวนของราคาพลังงานโลก

นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงนโยบายด้านพลังงานของพรรคการเมืองต่างๆ โดยแสดงความกังวลต่อแนวทางการหาเสียงที่มุ่งเน้นการใช้คำว่า กดราคาพลังงาน เช่น การลดค่าไฟให้เหลือ 3 บาท - 3.50 บาทต่อหน่วย มาตรการเหล่านี้ต้องทำอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้กลายเป็นการอุดหนุนที่เกินขอบเขตจนส่งผลกระทบต่อโครงสร้างราคาในระยะยาว

“ราคาพลังงานปัจจุบันใกล้เคียงกับต้นทุนเชื้อเพลิงอยู่แล้ว โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติที่นำเข้าจากต่างประเทศ และบางส่วนจากอ่าวไทย ที่ไม่ได้อยู่ในระดับที่ต่ำมากนัก การฝืนกดราคาให้ต่ำกว่าต้นทุนจะสร้างภาระหนักให้กับรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง ทั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่จะต้องแบกรับภาระหนี้เพิ่มขึ้น และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่อาจได้รับชำเงินช้าลงไปอีก”

ขณะที่การใช้กลไกกองทุนน้ำมันฯ ที่ปัจจุบัน ยังคงติดลบ และเป็นหนี้ทั้งเงินกู้ และหนี้สะสมอื่นๆ อยู่หลายหมื่นล้านบาท ขณะที่ กฟผ. แม้จะเริ่มชำระหนี้ได้ดีขึ้น แต่ก็ยังมีภาระหนี้อีกหลายหมื่นล้านบาทเช่นกัน จึงอยากเตือนว่าการแบกภาระหนี้เหล่านี้ ท้ายที่สุดประชาชนก็ต้องกลับมาจ่ายคืนผ่านโครงสร้างราคาหรือภาษี เปรียบเสมือนการนำเงินอนาคตมาใช้ และผลักภาระไปข้างหน้าเพียงชั่วคราว

“และมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ อาทิ สู้รบในตะวันออกกลาง และยูเครน ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอีก ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของไทยไม่ต่ำอย่างที่พรรคการเมืองคาดการณ์ไว้”

ส่วนนโยบายการส่งเสริมพลังงานสะอาด ของหลายพรรคการเมืองเป็นเรื่องดี โดยเฉพาะการอุดหนุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ บนหลังคา เพื่อลดค่าไฟ และลดการปล่อยคาร์บอน แต่อยากเสนอว่ารัฐควรเสริมมาตรการในการรับซื้อไฟฟ้าคืนเข้าสู่ระบบ (Net Metering) ในราคาที่เป็นธรรม การขายไฟส่วนเกินคืนได้จะทำให้การลงทุนคุ้มค่า และจูงใจให้มีการติดตั้งมากขึ้น

“รัฐต้องเร่งปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้เป็น Smart Grid มากขึ้น เพื่อรองรับการไหลเข้าของพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นในอนาคต”

นายพรายพล เน้นย้ำว่า ภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลใหม่คือ ทำร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ให้เสร็จสิ้น และมีความชัดเจน เพื่อรองรับทิศทางพลังงานสะอาด และความต้องการใช้ไฟของกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Data Center รวมถึงการส่งเสริมการแข่งขันในตลาดไฟฟ้าเสรี (Direct PPA) เพื่อลดอำนาจผูกขาด

 

 

พร้อมเสนอให้ปรับรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากผู้ผลิตภาคเอกชน (IPP) สำหรับสัญญาใหม่ในอนาคต โดยยกเลิกเงื่อนไข Take or Pay หรือการต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่ายเปลี่ยนเป็นระบบ Take and Pay คือ จ่ายเงินเฉพาะไฟฟ้าที่เรียกมาใช้จริงเท่านั้น เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อผู้ใช้ไฟฟ้า เพราะขณะนี้ไทยไม่ได้ขาดแคลนกำลังการผลิตไฟฟ้า จึงไม่จำเป็นต้องเอื้อประโยชน์ต่อผู้ลงทุนมากจนเกินไป ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานอย่างแท้จริง

นักวิชาการเตือนนโยบาย ‘หั่นค่าไฟ’ เสี่ยงโยน ‘หนี้รัฐ-การคลัง’ สะเทือน

นางสาวอารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการด้านนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า จากผลการวิเคราะห์นโยบายด้านพลังงานของพรรคการเมืองใหญ่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ การลดค่าครองชีพด้านไฟฟ้าที่ อาจส่งผลกระทบต่อภาระงบประมาณ และฐานะการเงินของรัฐวิสาหกิจในระยะยาวหากไม่มีการปรับปรุงโครงสร้างราคาอย่างแท้จริง

แม้มีแนวทางที่แตกต่างกันแต่มีจุดเสี่ยงที่คล้ายคลึงกัน อาทิ พรรคภูมิใจไทย เสนอลดค่าไฟเหลือ 3 บาท สำหรับ 200 หน่วยแรก ซึ่งช่วยลดค่าครองชีพได้จริง และมีการคำนวณตัวเลขที่ชัดเจนในการอุดหนุนแบบถ้วนหน้าซึ่งต้องใช้งบประมาณมหาศาล และหากไม่มีการปรับต้นทุนเชื้อเพลิงจะกลายเป็นการผลักภาระหนี้ไปให้ กฟผ. และ ปตท. ที่ต้องแบกรับภาระแทนไปก่อนเช่นเดิม

พรรคเพื่อไทย ประกาศลดค่าไฟให้ต่ำกว่า 3.7 บาทต่อหน่วย โดยจะไม่ใช้งบประมาณ จึงมีความสงสัยว่าจะดำเนินการอย่างไร หากไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเรื่องการปรับโครงสร้างต้นทุนที่ชัดเจน การลดราคาลงย่อมเลี่ยงไม่พ้นการสร้างภาระให้รัฐวิสาหกิจเช่นกัน”

พรรคประชาธิปัตย์ จะไม่ใช้งบประมาณเช่นกัน โดยจะปรับรูปแบบรัฐวิสาหกิจ และโครงสร้างตลาด แต่ยังขาดรายละเอียดเชิงลึกในส่วนที่จะปรับปรุง ซึ่งประชาชนไม่ได้รับทราบแผนนโยบายทั้งหมดที่แต่ละพรรคการเมืองนำเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งอาจจะมีรายละเอียดครบถ้วนของโครงการ

สำหรับนโยบายมุ่งสู่พลังงานสะอาด ถือเป็นทิศทางที่ดี แต่หลายพรรคประเมินงบประมาณต่ำกว่าความเป็นจริง โดยพรรคเพื่อไทยตั้งงบส่งเสริมไว้ 1,000 ล้านบาทต่อปี ถือเป็นเพียงตัวเร่งในจุดเล็กๆ เท่านั้น แต่การจะทำให้เกิดผลระดับประเทศต้องใช้เงินทุนมากกว่านั้นมาก ขณะที่พรรคประชาชนเสนอลงทุน 1 แสนล้านบาทใน 4 ปี ซึ่งอาจยังไม่เพียงพอต่อการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน

“การเพิ่มพลังงานสะอาดต้องตามมาด้วยการลงทุนในระบบ Battery Storage และการปรับปรุงระบบสายส่ง (Smart Grid) ทั้งหมดคือ ต้นทุน หากบอกว่าไม่ใช้งบประมาณเลยจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก”

นอกจากนี้ พรรคกล้าธรรม ที่ชูเรื่องพลังงานขยะแม้จะดีต่อชุมชนแต่ก็มีต้นทุนเทคโนโลยี และการจัดการขยะที่สูงมากเช่นกัน แต่ข้อดีของพลังงานขยะชุมชนเป็นข้อดีของการรักษาสิ่งแวดล้อม ดังนั้น จากนโยบายพลังงานต่างๆ ของทุกพรรคการเมืองถือว่ามีประโยชน์ต่อประชาชน

นางสาวอารีพร ฝากถึงรัฐบาลใหม่ ว่า การติดกระดุมเม็ดแรก คือ การเร่งผลักดันแผน PDP ให้ชัดเจน เพื่อเป็นสัญญาณให้นักลงทุนต่างชาติมั่นใจว่าไทยจะมีสัดส่วนพลังงานสะอาดเพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ ส่วนในระดับครัวเรือน รัฐบาลต้องปรับโครงสร้างราคาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการบริหารจัดการต้นทุน LNG ให้สะท้อนราคาที่แท้จริง และเป็นธรรม 

การลดนำเข้า LNG เป็นแนวทางที่ถูกแต่ต้องมีพลังงานอื่นมารองรับ ซึ่งหากเป็นพลังงานหมุนเวียน รัฐต้องยอมรับ และเตรียมงบประมาณสำหรับการลงทุนในเทคโนโลยีสำรองไฟเพื่อป้องกันปัญหาไฟตกไฟดับในอนาคตด้วย

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์