วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

‘ไทยซัมมิท’ ฝ่ากระแสคลื่น EV สยบแรงกระเพื่อมขายธุรกิจ 6 หมื่นล้าน

‘ไทยซัมมิท’ ฝ่ากระแสคลื่น EV สยบแรงกระเพื่อมขายธุรกิจ 6 หมื่นล้าน

กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ที่สุดของไทยถูกพูดถึงอีกครั้งหลังจากมีประเด็นการขายกิจการท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมโลกไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ความไม่แน่นอนทางการเมือง และช่องว่างในการสืบทอดกิจการของครอบครัว

ทันทีที่ประเด็นนี้แพร่หลายออกไปแล้วกลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 5 ก.พ.2569 เพื่อปฏิเสธการขายกิจการ

สำหรับกลุ่มบริษัทไทยซัมมิท มีโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ 42 โรงงาน กระจายไปทั่วโลก เช่น จีน, อินเดีย, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, สหรัฐ และเวียดนาม โดยมีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2520 และขยายธุรกิจต่อเนื่องในปัจจุบันมีพนักงาน 21,000 คน

แถลงการณ์ดังกล่าวออกในนาม บริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด โดยระบุว่า ตามที่มีข่าวผู้ถือหุ้นกลุ่มบริษัทไทยซัมมิทจะขายธุรกิจ ทางบริษัทขอชี้แจงว่ากระแสข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด 

ส่วนประเด็นที่บริษัทมีการว่าจ้างที่ปรึกษาระดับสากล ถือเป็นปกติของการดำเนินงานที่มีการจ้างที่ปรึกษาเป็นครั้งคราวในหลายด้านอยู่แล้ว ทั้งในส่วนที่เป็นที่ปรึกษาทางด้านการเงิน และที่ปรึกษาด้านอื่นนอกเหนือจากการเงิน

บริษัทจึงชี้แจงมาเพื่อให้คู่ค้า หุ้นส่วน สถาบันการเงิน มีความมั่นใจได้ว่ากิจการของบริษัทยังคงดำเนินงานอย่างเป็นปกติมีกิจการมั่นคง และมีความภูมิใจที่เป็นบริษัทไทยที่มีเทคโนโลยีชั้นนำสามารถยืนหยัดบนเวทีโลกได้ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงในโลกยานยนต์

ทั้งนี้ บริษัทขอยืนยันว่าสมาชิกในครอบครัวของกลุ่มผู้ถือหุ้นที่ทำงานการเมือง ไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการบริหารงานของบริษัทแต่อย่างใด และบริษัทไม่ประสงค์ให้มีการนำเรื่องการประกอบธุรกิจมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของบุคคลหรือพรรคการเมืองใด

สำหรับประเด็นการขายกิจการครั้งนี้ เกิดขึ้นในช่วงที่ไทยกำลังเข้าสู่การเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.2569 โดยเป็นการชิงกันระหว่างพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ที่มี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ มีบทบาทในพรรคประชาชนถึงแม้จะอยู่ระหว่างถูกตัดสิทธิทางการเมือง โดยมีบทบาทในฐานะผู้ช่วยหาเสียงของพรรคประชาชน

กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ก่อตั้งโดยนายพัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ บิดาของนายธนาธร เมื่อปี 2520 โดย นายพัฒนา แยกธุรกิจขายอะไหล่รถยนต์ และรถจักรยานยนต์มาจากพี่ชาย ซึ่งมาตั้งร้าน และโรงงานที่ย่านบางนา กรุงเทพฯ 

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อปี 2545 เมื่อนายพัฒนา เสียชีวิต และนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ภรรยาขึ้นมาดูแลธุรกิจทั้งหมดของไทยซัมมิท พร้อมทั้งให้ลูกที่จบการศึกษามาร่วมบริหารรวมถึงนายธนาธร และได้ขยายธุรกิจต่อเนื่องจนถึงการขยายโรงงานไปต่างประเทศ

จึงไม่แปลกที่แถลงการณ์ของไทยซัมมิทเมื่อวันที่ 5 ก.พ.2569 ได้ย้ำถึงความภูมิใจที่เป็นบริษัทไทยที่มีเทคโนโลยีชั้นนำ และยืนหยัดบนเวทีโลกได้ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงในโลกยานยนต์ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

 

 

สยบข่าวขายธุรกิจไทยซัมมิท 6 หมื่นล้าน

บลูมเบิร์ก รายงาน ตระกูลมหาเศรษฐีไทยกำลังพิจารณาขายธุรกิจ ‘กลุ่ม ไทยซัมมิท’ มูลค่าสูงถึง 6 หมื่นล้านบาท จากแรงกดดันยุคโลกเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า และปัญหาการสืบทอดกิจการล่าสุดบริษัทปฏิเสธแล้ว

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานวันที่ 5 ก.พ.2569 โดยอ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องว่า “กลุ่มบริษัท ไทยซัมมิท” ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ที่สุดในไทย กำลังพิจารณาการ “ขายกิจการ” ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมโลกไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ความไม่แน่นอนทางการเมือง และช่องว่างในการสืบทอดกิจการของครอบครัว

แหล่งข่าวซึ่งไม่เปิดเผยนามเนื่องจากข้อมูลดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนตัว ระบุว่า ธนาคารเพื่อการลงทุนระดับโลกหลายแห่งได้กลับมาเสนอแผนต่อครอบครัว “จึงรุ่งเรืองกิจ” ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการอีกครั้งเมื่อเร็วๆ นี้ สำหรับการขายธุรกิจที่อาจมีมูลค่าระหว่าง 1.5-2 พันล้านดอลลาร์ (ราว 47,000-63,000 ล้านบาท)

อย่างไรก็ดี กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ยังไม่ได้แต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงิน และการหารือในระยะเริ่มต้นอาจจะไม่ได้พัฒนาไปสู่การดำเนินการตามมา

ธุรกิจยานยนต์เผชิญแรงกดดันจาก EV

แหล่งข่าวกล่าวว่า ในภาพรวมบรรดาบริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ดั้งเดิมต่างเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอยู่แล้ว และปัญหา “การถ่ายโอนกิจการสู่รุ่นถัดไป” ก็กลายเป็นประเด็นที่พบได้บ่อยมากขึ้นในบรรดาธุรกิจครอบครัวในเอเชีย

ธนาคารต่างๆ ยังเสนอรายชื่อบริษัทต่างๆ ที่มีแนวโน้มความเป็นไปได้ว่าอาจจะเป็น “ผู้ซื้อ” ในอนาคต ได้แก่ CVC Capital Partners, Warburg Pincus และ Blackstone Inc. แต่ทั้งหมดนี้ยังไม่มีการติดต่ออย่างเป็นทางการ

ทางด้านกลุ่มไทยซัมมิทไม่ได้ตอบกลับอีเมลหลายฉบับที่ทางบลูมเบิร์กส่งไปขอความเห็นในเรื่องนี้แต่อย่างใด

สมาชิกครอบครัวผู้ก่อตั้ง ซึ่งสร้างบริษัทขึ้นมาเป็นเสาหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประสบความยากลำบากในการหาผู้สืบทอดตำแหน่งผู้บริหาร หลังจากผู้ก่อตั้ง นายพัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ เสียชีวิตในปี 2545 

แหล่งข่าวระบุว่า ธนาคารต่างๆ มองว่าโอกาสในดีลนี้มีความน่าสนใจ เนื่องจากหาได้ยากที่จะมีบริษัทขนาดใหญ่เช่นนี้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้ามาในตลาด

เคยเจรจาซื้อขายเมื่อปี 67 แต่ไม่สำเร็จ

แหล่งข่าวรายหนึ่ง กล่าวว่า ธนาคารจากวอลล์สตรีทรายหนึ่งเคยประเมินมูลค่าการขายสูงถึง 2.8 พันล้านดอลลาร์ (เกือบ 8.9 หมื่นล้านบาท) ในปี 2567 แต่การเจรจาไม่คืบหน้าไปมากกว่าขั้นตอนการนำเสนอแผน เนื่องจากผลประโยชน์ของสมาชิกครอบครัวไม่สอดคล้องกัน แต่ปัจจุบันการแข่งขันจาก EV กำลังกดดันอัตรากำไร และคาดว่าจะฉุดมูลค่าการประเมินให้ลดลง

แหล่งข่าวคนดังกล่าวยังเปิดเผยว่า บริษัทมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย มากกว่า 250 ล้านดอลลาร์ (ราว 8 พันล้านบาท) จากรายได้ต่อปีที่เกิน 2.6 พันล้านดอลลาร์ (ราว 8.2 หมื่นล้านบาท) และมีพนักงานมากกว่า 20,000 คนทั่วประเทศ นอกจากนี้บริษัทยังมีโรงงานในหลายประเทศ รวมถึงจีน ญี่ปุ่น และอินเดีย 

ทั้งนี้ ยอดขายรถยนต์ในประเทศไทย เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดรอบ 2 ปี เมื่อปี 2568 โดยมี EV เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ซึ่งคิดเป็น 45% ของยอดส่งมอบทั้งหมด ขณะที่การผลิตยานยนต์คาดว่าอยู่ที่ 1.5 ล้านคันในปี 2569 ใกล้เคียงปีก่อนหน้า ตามข้อมูลของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่เผยแพร่สัปดาห์ที่แล้ว

บลูมเบิร์ก ระบุว่า การนำเสนอดีลดังกล่าวยังเกิดขึ้นในช่วงที่ไทยกำลังมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.2569 ซึ่งยิ่งเพิ่มความซับซ้อนให้กับกระบวนการนี้ โดยสมาชิกครอบครัวจึงรุ่งเรืองกิจ บางรายเชื่อมโยงกับพรรคก้าวไกล ซึ่งถูกยุบพรรคปี 2024 หลังจากผลักดันการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์