วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ภารกิจนายกฯเฟ้นหา ‘ขุนคลัง’ร่วม ครม. เดิมพัน ‘เศรษฐกิจประเทศไทย’ ฝ่าวิกฤต  

ภารกิจนายกฯเฟ้นหา ‘ขุนคลัง’ร่วม ครม.  เดิมพัน ‘เศรษฐกิจประเทศไทย’ ฝ่าวิกฤต  

การเลือกตั้งทั่วไป ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.นี้ไม่เพียงแต่มีความหมายในทางการเมือง แต่ถือว่ามีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ บนความท้าทายทางเศรษฐกิจหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นระดับหนี้สาธารณะสูง การเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ และการขาดดุลงบประมาณที่ยังอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกหลายปี รวมทั้งมีความเสี่ยงที่สถานบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก (Rating Agency) จะปรับลดอันดับเครดิตเรตติ้งของไทยลงได้หลังจากที่ปีก่อนมูดี้ส์ และฟิตช์เรตติ้ง ได้หั่นมุมมอง (Outlook) ไทยลงเป็นเชิงลบเพื่อสะท้อนความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นมาแล้ว

ดังนั้นหากมองข้ามช็อตหลังจากการเลือกตั้งไปยังการจัดตั้งรัฐบาลและฟอร์มทีมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ตำแหน่งที่สำคัญที่จะมาคุมทิศทางเศรษฐกิจ บริหารนโยบายการคลังของประเทศคือตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง” ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารที่ต้องดึงคนที่สังคมเชื่อมือ เชื่อถือ ได้รับการยอมรับจากภาคธุรกิจ ราชการ นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ 

จากสมมุติฐานการจัดตั้งรัฐบาลในขณะนี้ที่พรรคการเมืองที่ได้มีโอกาสเป็นพรรคอันดับ 1 ที่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล 3 พรรค ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย

ในส่วนของ "พรรคประชาชน" ก่อนหน้านี้ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาชน ได้เคยเปิดเผยว่าแม้พรรคจะมีการเปิดตัวทีมบริหารมืออาชีพไปแล้วหลายคนแต่ในส่วนของบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่ง “ขุนคลัง” พรรคขอปิดชื่อไว้ก่อน ให้เป็นเหมือนตัว “ซีเคร็ท”

ดังนั้นจากการวิเคราะห์มีโอกาสเป็นไปได้ที่หากได้จัดตั้งรัฐบาลพรรคประชาชนจะต้องทาบทาม “คนนอก” พรรคให้เข้ามานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยพรรคมีเป้าหมายในการผลักดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ปีละประมาณ 4%

พรรคภูมิใจไทย เป็นพรรคที่มีการประกาศชัดเจนที่สุดว่า หากได้รับเลือกตั้งมาเป็นอันดับจะให้ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” นั่งในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เหมือนเดิมเพื่อสานต่องานที่ได้ทำไว้ ทั้งเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น โดยใช้การกระตุ้นโดยโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 การผลักดันการลงทุนที่ค้างท่อหลายแสนล้าน การดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมายในการเพิ่มรายได้ของประเทศ ควบคู่กับการรักษาวินัยการเงินการคลังตามแผนการคลังระยะปานกลาง พ.ศ. 2569 – 2572 โดยพรรคมีการวางเป้าหมายให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ปีละ 3% พลัส

ในส่วนของพรรคเพื่อไทย แม้ไม่ได้มีการพูดถึงตัวบุคคลที่วางไว้ว่าจะให้มาดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง หากได้เป็นแกนนำการจัดตั้งรัฐบาล แต่ในส่วนของตัวบุคคลที่มีการวางไว้ให้เป็นคีย์แมนของพรรคในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ที่ชื่อของจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้รับการโปรโมทขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย

ทำให้มีโอกาสเช่นกันหากพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จุลพันธ์ จะขยับจากการเป็น รมช.คลังในครั้งก่อนขึ้นมานั่งในตำแหน่ง รมว.คลัง อย่างไรก็ตามพรรคเพื่อไทยยังมีเครือข่ายในกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ นายธนาคาร และนักวิชาการ ที่สามารถนั่งในเก้าอี้นี้ได้อีกหลายคน

ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยมีเป้าหมายในเรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวเฉลี่ยปีละ 5% ผ่านนโยบายหลายด้านทั้ง การสร้างเศรษฐีวันละ 9 คน ผ่านการทำหวยใบเสร็จ เพื่อขยายฐานรายได้ของภาครัฐด้วยการดึงร้านค้ารายย่อยเข้าระบบ การผลักดันโครงการคนไทยหายจน รวมทั้งจะมีการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า และเงินเฟ้อหลุดกรอบเป้าหมาย โดยการปรับเปลี่ยนเป้าหมายนโยบายการเงินจากเป้าหมายเงินเฟ้อ เป็น ป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น

งานยากเศรษฐกิจรอ รมว.คลังคนใหม่ 

ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยถึงสถานการณ์ทางการคลังของประเทศไทยว่าปัจจุบันเสถียรภาพทางการคลังของไทยอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด จากที่ระดับหนี้สาธารณะที่ต่ำจะเคยเป็นจุดแข็งของประเทศเพราะมีหนี้สาธารณะต่ำมาก วันนี้กลายเป็นจุดอ่อน และความเสี่ยงเพราะหนี้สาธารณะของไทยขยับขึ้นมาสูงใกล้เพดาน 70%

ในสถานการณ์ขณะนี้ ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะต้องเผชิญกับโจทย์ที่ยากลำบากในการอธิบายให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ เข้าใจถึงแผนการจัดการรายรับ-รายจ่ายของรัฐบาล เนื่องจากปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยพุ่งสูงใกล้ถึง 70% ของจีดีพี ซึ่งส่งผลให้ความยืดหยุ่นในการใช้จ่ายงบประมาณลดน้อยลงอย่างมาก

ขณะนี้ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือ สัดส่วนของดอกเบี้ยจ่ายต่อรายได้ของรัฐบาลที่ขยับขึ้นมาแตะระดับ 11% ซึ่งใกล้กับเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) ที่กำหนดไว้ไม่ควรเกิน 12% เพื่อคงสถานะความน่าเชื่อถือในระดับที่น่าลงทุน (Investment Grade) โดยคาดว่าในปีหน้าสัดส่วนนี้จะแตะระดับเพดานดังกล่าว ซึ่งจะเป็นแรงกดดันมหาศาลต่อฐานะการคลังและมีโอกาสที่ระยะต่อไปจะโดนปรับลดเครดิตเรตติ้งลงไปได้หลังจากที่มีการปรับมุมมอง (Outlook) เศรษฐกิจของประเทศไทยลงมาสู่ระดับ Negative แล้วเมื่อปีที่ผ่านมา

โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลใหม่ คือการหาคนที่เป็น รมว.คลังที่เหมาะสมมานั่งเก้าอี้สำคัญใน ครม.ใหม่ ต้องได้คนที่มีทั้งฝีมือ และบารมี รวมทั้งสร้างความหวัง และสร้างความเชื่อมั่นให้เศรษฐกิจไทย ให้มีโอกาสออกจากวิกฤติที่ซับซ้อนได้ ไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจไทยอาจจะติดหล่มมากกว่าเดิม