วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

‘ก.พ.ร.’ เดินหน้า ‘Business Ready’ วัดความพร้อม ‘วงจรธุรกิจในไทย’ ตามเกณฑ์ธนาคารโลก

‘ก.พ.ร.’ เดินหน้า ‘Business Ready’  วัดความพร้อม ‘วงจรธุรกิจในไทย’ ตามเกณฑ์ธนาคารโลก

เมื่อวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมานางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) บรรยายพิเศษในหัวข้อ “การยกระดับการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุนตามแนวทางการประเมิน Business Ready (B-READY)” ว่าปัจจุบันธนาคารโลกได้เปลี่ยนการประเมินความยากง่าย และการมีประสิทธิภาพในการทำธุรกิจของประเทศต่างๆ จากเดิมที่ใช้ Ease of doing business มาเป็นการวัดดัชนี Business Ready หรือ B-READY) นางสาวอ้อนฟ้า เปิดเผยว่า ปัจจุบันธนาคารโลก (World Bank) ได้เปลี่ยนมาใช้ดัชนี Business Ready (B-READY) แทนที่ Ease of Doing Business เดิม ซึ่งสำนักงาน ก.พ.ร. ใช้ดัชนีสากลนี้เป็นตัวสะท้อนภาพว่าการดำเนินงานของภาครัฐสามารถตอบโจทย์ผู้ประกอบการได้จริงหรือไม่ ขณะนี้ดัชนีดังกล่าวอยู่ในช่วงที่ธนาคารโลกกำลังดำเนินการสำรวจความคิดเห็น (Survey) เพื่อนำข้อมูลมาประเมินผลซึ่งประเทศไทยมีทิศทางที่ดีจากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในอดีต


ทั้งนี้การประเมินดัชนี B-READY ในปีนี้สอดคล้องกับการปรับโฉมบริการภาครัฐสู่ดิจิทัลและการใช้ AI ซึ่งนอกจากการแก้ไขกฎหมาย สำนักงาน ก.พ.ร. ยังมุ่งเน้นการทำเรื่อง Digital Transformation โดยมีทิศทางสำคัญ เช่นการนำ AI มาใช้อำนวยความสะดวกในบริการภาครัฐภายใต้หลักความรับผิดชอบ และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การปรับระบบการอนุญาต กรณีที่ยังไม่สามารถยกเลิกการอนุญาตได้ จะมีการปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบการจดแจ้ง (Notification) หรือการจดทะเบียนแทน การเชื่อมโยงข้อมูล (Data Sharing) การขับเคลื่อนผ่านแพลตฟอร์ม Government Data Exchange (GDX) เพื่อให้เกิดการแชร์ข้อมูลระหว่างหน่วยงานช่วยลดภาระผู้ประกอบการในการยื่นเอกสารซ้ำซ้อน โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการใช้บัตรเพียงใบเดียวเป็นคีย์สำคัญในการติดต่อราชการได้ทุกรูปแบบ 

‘ก.พ.ร.’ เดินหน้า ‘Business Ready’  วัดความพร้อม ‘วงจรธุรกิจในไทย’ ตามเกณฑ์ธนาคารโลก

สำหรับความคืบหน้า พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ.2568 ที่ผ่าน ครม.ไปแล้วนั้นปัจจุบันกฎหมายฉบับนี้อยู่ในชั้นสภาผ่านการพิจารณาของทั้งสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และวุฒิสภา (สว.) เรียบร้อยแล้ว โดยรอขั้นตอนการยืนยันและประกาศใช้เมื่อสภาเปิดสมัยประชุม กฎหมายฉบับนี้มุ่งหวังที่จะปลดภาระอันหนักอึ้งในการประกอบธุรกิจ โดยการทบทวนและลดการอนุมัติอนุญาตที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของภาคเอกชน


ดร.เสรี นนทสูติ ประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนราชการเพื่ออนาคต เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยเพื่อรองรับเกณฑ์การประเมินใหม่ของธนาคารโลกที่เปลี่ยนจาก Ease of doing Business มาเป็น B-Ready ว่าเป็นมาตรฐานการวัดระดับความพร้อมในการทำธุรกิจที่ใช้เกณฑ์เดียวกันทั่วโลก 

โดยธนาคารโลกได้กำหนดให้ B-Ready เป็นเกณฑ์การประเมินที่มีการขยายขอบเขตการประเมินจากเดิม 8 หัวข้อ 200 ตัวชี้วัด เพิ่มขึ้นเป็น 10 หัวข้อ และมากกว่า 1,000 ตัวชี้วัด โดยหัวข้อที่เพิ่มขึ้นมาใหม่คือเรื่อง แรงงาน (Labor) และ การแข่งขัน (Competition) นอกจากนี้ ยังมีการขยายพื้นที่การวัดผลด้านสาธารณูปโภค (ไฟฟ้า, น้ำ, อินเทอร์เน็ต) จากเดิมที่วัดเฉพาะในกรุงเทพฯ ให้ครอบคลุมทั้งประเทศ และเพิ่มความละเอียดไปถึงการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้และการผลิตไฟฟ้าด้วย

‘ก.พ.ร.’ เดินหน้า ‘Business Ready’  วัดความพร้อม ‘วงจรธุรกิจในไทย’ ตามเกณฑ์ธนาคารโลก

ทั้งนี้ B-Ready ให้ความสำคัญกับการประเมิน 3 เสาหลัก (Three Pillars) ที่แทรกอยู่ในทุกตัวชี้วัด ได้แก่ 

1. Digitalization (การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล) มุ่งเน้นการเป็นรัฐบาลดิจิทัลที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบ API และ Data Exchange Platform เพื่อลดความซ้ำซ้อน เช่น การทำให้ประชาชนมีบัตรใบเดียวที่ทำธุรกรรมได้ทุกอย่างตามโมเดลของเอสโตเนีย 

2. Sustainability (ความยั่งยืน) การนำนโยบาย "Go Green" มาใช้ในภาครัฐ เช่น กรมบัญชีกลางที่จะเลือกจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนเท่านั้น

3. Gender (ความเท่าเทียมทางเพศ) การตรวจสอบว่าไม่มีการเลือกปฏิบัติ โดยดูจากสัดส่วนผู้หญิงที่เป็นเจ้าของกิจการ กรรมการบริษัท หรือผู้เสียภาษี เพื่อประเมินการเข้าถึงเงินทุนอย่างเท่าเทียม

ดร.เสรีกล่าวต่อว่าจากการสำรวจข้อมูลและประเมินเบื้องต้นส่วนใหญ่เกณฑ์ชี้วัดของประเทศไทยอยู่ในเกณฑ์ "สีเขียว" หรือมีความพร้อมสูง อย่างไรก็ตามไทยยังต้องเรียนรู้จากประเทศต้นแบบที่ได้คะแนนที่หนึ่งในปีที่ผ่านมา เช่น ฮังการี ในด้านการกำกับดูแล เกาหลีใต้ ด้านบริการสาธารณะ และสิงคโปร์ ด้านประสิทธิภาพการดำเนินงานเพื่อนำมาปรับปรุงระบบราชการของไทยให้ดียิ่งขึ้น 

ทั้งนี้ธนาคารโลกจะมีการประกาศคะแนน และอันดับ B-Ready ของประเทศไทยภายในเดือน ต.ค.นี้ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมธนาคารโลก ซึ่งมั่นใจว่าหากทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมงานกันอย่างแท้จริงจะทำให้คะแนนและอันดับของประเทศไทยที่ประกาศออกมาจะได้ผลดีอย่างน่าพอใจ

"เราเหลือเวลาไม่มาก แต่หากทุกส่วนราชการร่วมมือร่วมใจกัน ผมเชื่อมั่นว่าคะแนนของประเทศไทยจะออกมาดี และเราจะมีความโดดเด่นในระดับสากล" ดร.เสรี กล่าวทิ้งท้าย