วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

‘BOI’ ไม่หวั่นอินเดียหั่นภาษีดาต้าเซ็นเตอร์ 0% 20ปี ชี้นักลงทุนมั่นใจไทย โครงสร้างพื้นฐานพร้อม

‘BOI’ ไม่หวั่นอินเดียหั่นภาษีดาต้าเซ็นเตอร์ 0% 20ปี  ชี้นักลงทุนมั่นใจไทย โครงสร้างพื้นฐานพร้อม

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยถึงกรณีที่ประเทศอินเดีย ประกาศนโยบายสนับสนุนการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศ โดยลดอัตราภาษีให้กับนักลงทุนเหลือ 0% เป็นเวลา 20 ปี เพื่อดึงดูดนักลงทุนรายใหญ่เข้าประเทศว่า ขณะนี้นโยบายดังกล่าวของอินเดียยังไม่มีผลกระทบกับประเทศไทย โดยบีโอไอจะมีการพูดคุยกับนักลงทุนอย่างใกล้ชิดเพื่อติดตามสถานการณ์เรื่องนี้ต่อไป

นายนฤตม์ กล่าวต่อว่า ในเบื้องต้นนักลงทุนยังเชื่อมั่นในจุดแข็งและความพร้อมของไทย ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งศักยภาพด้านพลังงานสะอาด ระบบน้ำ โครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมทั้งการที่ประเทศไทยไม่ใช่คู่ขัดแย้งในเวทีภูมิรัฐศาสตร์โลก ก็เป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนเช่นกัน

นอกจากนี้ ประเทศไทยไม่ได้แข่งดึงดาต้าเซ็นเตอร์โดยเน้นปริมาณ แต่เราให้ความสำคัญกับคุณภาพของโครงการ ประสิทธิภาพในการใช้น้ำ-ไฟ รวมทั้งการสร้างประโยชน์กับประเทศในด้านต่างๆ ทั้งการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลของคนไทย ควบคู่ไปกับการพัฒนา ผู้ประกอบการSMEs ไทย และการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยที่อยู่ในซัพพลายเชนในประเทศด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องโดยในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) เมื่อวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมาได้อนุมัติโครงการลงทุนดาต้าเซนเตอร์ 7 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุนกว่า 9.6 หมื่นล้านบาท

สำหรับ ปี 2568 ที่ผ่านมา มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ รวมทั้งสิ้น 36 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 728,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่อุตสาหกรรมและเขตเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ได้แก่ จังหวัดระยอง 33% จังหวัดชลบุรี 32% จังหวัดสมุทรปราการ 12% ส่วนที่เหลือกระจายตัวอยู่ในจังหวัดปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และกรุงเทพมหานคร

โดยเป็นการลงทุนขนาดใหญ่จาก ทั้งผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ อาทิ บริษัท ซีนิท ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ Hyperscale จากประเทศอังกฤษ บริษัท กาแล็คซี่ พีค ดาต้า เซ็นเตอร์ จำกัด จากประเทศสิงคโปร์ บริษัท ไทย ดีซี วัน จำกัด ผู้ประกอบการไทย และบริษัท เทเลเฮ้าส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือ KDDI จากประเทศญี่ปุ่น

ทั้งนี้ กระแสการลงทุนที่เพิ่มขึ้นมาจากเทคโนโลยีดิจิทัลมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว องค์กรทั่วโลกเร่งปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสำคัญ เช่น Cloud Computing, AI และ IoT ขณะที่ผู้บริโภคหันมาใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น ทั้งด้านการทำงาน การเรียน การซื้อขายสินค้าและบริการ รวมถึงบริการด้านความบันเทิง ส่งผลให้ความต้องการระบบจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลที่มีเสถียรภาพและปลอดภัยเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์ บริการคลาวด์และอื่น ๆ ที่มาต่อยอดกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล การที่ดาต้าเซ็นเตอร์ชั้นนำหลายแห่งได้ตัดสินใจปักหมุดการลงทุนในประเทศไทย แสดงถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนระดับโลก และจะช่วยเกื้อหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะในภาคการเงินและอีคอมเมิร์ซ

โดยนโยบายส่งเสริมการลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากการลงทุนในกิจการนี้ เมื่อปลายปี 2568 บีโอไอจึงได้ปรับปรุงเงื่อนไขให้เข้มข้นยิ่งขึ้น เช่น ต้องจ้างงานบุคลากรไทยในตำแหน่งบริหารและผู้เชี่ยวชาญไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ภายในเวลา 3 ปี และกำหนดให้โครงการลงทุนต้องทำกิจกรรมด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และระบบนิเวศในประเทศ เช่น การฝึกอบรมบุคลากร การพัฒนาหลักสูตรร่วมกับสถาบันการศึกษา การวิจัยและพัฒนา การยกระดับทักษะผู้ประกอบการ SMEs ไทย และการสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานในประเทศ

โดยต้องดำเนินการตามแผนให้แล้วเสร็จก่อนการใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล นอกจากนี้ มีข้อกำหนดมาตรฐานการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ (PUE) การบริหารจัดการน้ำอย่างเหมาะสม อีกทั้งยังได้กำหนดสิทธิประโยชน์ให้แตกต่างตามพื้นที่ โดยให้สิทธิประโยชน์ระดับสูงแก่โครงการที่ตั้งนอกพื้นที่อีอีซี เพื่อลดการกระจุกตัวของความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่อีอีซี และสนับสนุนการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค