วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ส่องนโยบาย ‘ล้างหนี้-แก้หนี้’ เลือกตั้ง 69 ‘TDRI’ เตือนทำคนไทย ‘ไร้วินัยการเงิน’

ส่องนโยบาย ‘ล้างหนี้-แก้หนี้’ เลือกตั้ง 69  ‘TDRI’ เตือนทำคนไทย ‘ไร้วินัยการเงิน’

ในการเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ.2569 ประเด็น “หนี้สิน” กลายเป็นสมรภูมิหลักที่พรรคการเมืองต่างงัดหมัดเด็ดออกมาจัดทำเป็นนโยบายจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เนื่องจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูง และกำลังซื้อที่ตกต่ำ โดยนโยบายแก้หนี้ของแต่ละพรรคมีแนวทางที่หลากหลาย ดังนี้

1.) พรรคเพื่อไทย มีนโยบายเน้นการลดภาระหนี้ผ่านการบริหารงบประมาณและมาตรการกึ่งการคลัง โดยมีมาตรการล้างหนี้ประชาชน สำหรับหนี้เสีย (NPL) ไม่มีหลักประกันไม่เกิน 2 แสนบาท โดยให้ลูกหนี้จ่ายเพียง 10% เพื่อปิดหนี้ โดยแหล่งเงินจะใช้การลดเงินนำส่งกองทุนเพื่อฟื้นฟูสถาบันการเงิน (FIDF) แทนการใช้งบประมาณ

นอกจากนั้นมีนโยบายล้างหนี้วัยเกษียณ โดยใช้วงเงิน 4 พันล้านบาท เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี และปลอดหนี้ ส่วนภาคเกษตรจะใช้มาตรการพักหนี้เกษตรกร กำหนดระยะเวลา 3 ปี วงเงินประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท ควบคู่กับนโยบายผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด ใช้วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท เพื่อจูงใจลูกหนี้ที่รักษาวินัยทางการเงินให้ได้รับรางวัล และนโยบายล้างหนี้นอกระบบ ที่มีการตั้งวงเงินสำหรับนโยบายนี้ไว้ที่ 6 พันล้านบาท

2.) พรรคประชาชน ชูนโยบายปลดหนี้เกษตรกรสูงวัย โดยปลดหนี้ทันทีสำหรับเกษตรกรอายุ 70 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่จ่ายคืนเกินเงินต้นแล้วให้ได้รับยกหนี้ในส่วนที่เป็นลูกหนี้ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

นโยบายสินเชื่อสร้างตัวของ SMEs โดยออกสินเชื่อ 2.5 แสนล้านบาท โดยให้บรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพิ่มการค้ำประกันเป็น 30% (จากเดิม 15%) เพื่อช่วยให้รายย่อยเข้าถึงแหล่งทุนได้จริง 

ส่องนโยบาย ‘ล้างหนี้-แก้หนี้’ เลือกตั้ง 69  ‘TDRI’ เตือนทำคนไทย ‘ไร้วินัยการเงิน’

3.) พรรคภูมิใจไทย ต่อยอดนโยบายเดิมด้วยแนวคิดกระตุ้นสั้นแต่ได้ผลยาว โดยเดินหน้าโครงการปิดหนี้ไวไปต่อได้ ด้วยการพักชำระหนี้ 3 ปี ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย (หยุดต้น-ปลอดดอก) ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายกว่า 1.3 ล้านคนรวมทั้งจัดตั้งกองทุนค้ำประกัน SMEs กองทุนใหม่เพื่อให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจขนาดเล็ก

4.) พรรคกล้าธรรม เสนอนโนยายแก้หนี้แบบบูรณาการรายกลุ่ม พรรคกล้าธรรมเสนอนโยบายแก้หนี้หลายมิติที่ใช้งบประมาณสูง ซึ่งเน้นไปที่การแก้หนี้เกษตรกร ฟื้นชีวิตใหม่ วงเงิน 6-9 หมื่นล้านบาท โดยปรับโครงสร้างงบแก้หนี้เดิม และใช้ธนาคารของรัฐ มาใช้การตั้งสหกรณ์กลางเพื่อแก้หนี้ ประกอบด้วยการแก้หนี้ครู (Educational Pillar) วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท และการกำหนดให้มีโครงการ Banking for Thais: สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำวงเงิน 7.5 พันล้านบาทต่อปี เพื่อแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน

5.) พรรคประชาธิปัตย์ เน้นการเข้าถึงแหล่งเงินของลูกหนี้รายย่อยในระบบด้วยการนับคะแนน Credit Score เพื่อให้ดูพฤติกรรมของผู้ที่เป็นหนี้แทนการใช้ทรัพย์สินค้ำประกัน ช่วยให้คนเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น

ส่วนการซื้อหนี้เกษตรกร จะใช้การซื้อหนี้มาบริหารแทนการพักหนี้ โดยใช้งบประมาณ 2-8 หมื่นล้านบาท ผ่านกองทุนฟื้นฟู และพัฒนาเกษตรกรควบคู่กับการพักชำระหนี้กลุ่มเป้าหมาย พักหนี้ 3 ปี สำหรับกลุ่มเป้าหมาย และกลุ่มเปราะบางที่จ่ายดอกเบี้ยไม่ไหว

ส่วนพรรคการเมืองอื่นๆ ที่มีนโยบายเกี่ยวกับการแก้หนี้ เช่น พรรครวมไทยสร้างชาติ ชูสโลแกน “เครดิตบูโรจ่ายจบลบประวัติ” แก้กฎหมายให้ลูกหนี้ได้รับเครดิตคืนทันทีเมื่อปิดหนี้ และรื้อระบบดอกเบี้ยบัตรเครดิตให้คำนวณจากยอดที่เหลือ ไม่ใช่เงินต้นพรรคพลังประชารัฐ มีนโยบาย “ประกันสังคมแก้หนี้” วงเงิน 4 พันล้านบาท

ทีดีอาร์ห่วงสร้างแรงจูงใจผิดชำระหนี้

ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการ วิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวถึงนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองใน การเลือกตั้งปี 2569 ว่า นโยบายการแก้หนี้ของพรรคการเมืองต่างๆ มีข้อน่ากังวลในจุดที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกกันว่า “แรงจูงใจ” โดยวิธีการแก้หนี้ที่ดีจะต้องทำให้คนหลีกเลี่ยงพฤติกรรมในการเป็นหนี้

 ซึ่งหลายนโยบายไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่เป็นการใช้วิธีการลดหนี้ให้แบบใจดีจนเกินไป ซึ่งจะส่งผลเชิงลบต่อแรงจูงใจ ทำให้ลูกหนี้รู้สึกว่าการเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว เพราะสุดท้ายรัฐบาลก็จะเข้ามาปลดหนี้ให้ ซึ่งจะทำให้การแก้หนี้ไม่มีความยั่งยืน ซึ่งสุดท้ายแล้วจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อวินัยทางการเงิน และแรงจูงใจในการชำระหนี้ของประชาชน

“แม้การแก้ปัญหาหนี้สินจะเป็นเรื่องใหญ่ และจำเป็นเร่งด่วนสำหรับเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ แต่สิ่งที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งคือ วิธีการที่ถูกต้อง ”

ชี้โครงการพักหนี้ ทำเกษตรกรหนี้ท่วม

ดร.สมชัย กล่าวถึงงานวิจัยของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่ทำการทบทวนมาตรการพักหนี้ และแก้หนี้เกษตรกรกว่า 13 โครงการในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งได้ข้อค้นพบอันหนึ่งที่น่าตกใจคือ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการแก้หนี้หลากหลายโครงการ ปรากฏว่ากลับเป็นหนี้มากขึ้น และไม่ได้ลดลง

สำหรับข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลชุดใหม่ที่ควรขยายผลมาตรการที่ทำถูกทางอยู่แล้ว เช่น โมเดลบริหารจัดการหนี้เสีย (AMC) หรือโครงการ “คลินิกแก้หนี้” ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ดำเนินการต่อเนื่องมานับ 10 ปี ซึ่งเป็นแนวทางที่น่าส่งเสริมให้ขยายสเกลให้ใหญ่ขึ้น

โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ นโยบายแก้หนี้ต้องมุ่งเน้นที่การปรับพฤติกรรม ปรับทัศนคติ และเพิ่มความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) ให้กับประชาชน มากกว่าการมุ่งเน้นแค่การปลดหนี้เพียงอย่างเดียว เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์