ท่ามกลางความผันผวนของโลกธุรกิจ ที่ซึ่งความไม่แน่นอนคือความแน่นอนเดียวที่จับต้องได้ “กรุงเทพธุรกิจ” ได้มีโอกาสรับฟัง ถ้อยแถลงจากทายาทตระกูลที่เก่าแก่ที่สุดตระกูลหนึ่งของยุโรป เคานต์ เจรัลด์ แวน เดอ สตราเทน พอนโทส สมาชิกตระกูลผู้ก่อตั้ง AB InBev ยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมน้ำเมาเบอร์หนึ่งของโลกสัญชาติเบลเยียม ณ ปาร์คนายเลิศ เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2569 ในงาน “The Game Changer: Outlook 2026 & Beyond”
การแสดงวิสัยทัศน์ของเขาไม่ใช่เพียงเพื่อโอ้อวดความมั่งคั่งของอาณาจักรที่ครอบครองแบรนด์ดังกว่า 600 แบรนด์ทั่วโลกอย่าง Budweiser, Corona หรือ Stella Artois แต่เป็นการฉายภาพ “ความจริง” ของกาบริหารธุรกิจครอบครัวให้ยั่งยืนข้ามผ่านกาลเวลา
เมื่อเงินไม่ใช่พระเจ้า
เคานต์ เจรัลด์ กล่าวว่า “ครอบครัวเราไม่ได้ทำธุรกิจเพื่อเงิน เราไม่ได้ขยายธุรกิจเพื่อให้รวยขึ้น แต่เราทำเพื่อส่งต่ออนาคตให้กับลูกหลาน” นี่คือหัวใจสำคัญที่หล่อเลี้ยงตระกูลมาอย่างยาวนานกว่า 5 ทศวรรษ
เขาย้ำเสมอด้วยความถ่อมตนว่า เขาเป็นเพียงผู้โชคดีที่เกิดมาในบ้านหลังนี้ ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของ AB InBev ในวันนี้ เป็นผลพวงจากการทุ่มเทของเจนเนอเรชั่นก่อนหน้าที่ใช้เวลากว่าครึ่งศตวรรษสร้างขึ้น หน้าที่ของเขาจึงเป็นเพียง “ผู้รักษา” และส่งมอบคบเพลิงนี้ต่อไป
จากเบียร์ท้องถิ่นสู่การสร้างอาณาจักรน้ำเมา
จากจุดเริ่มต้นที่มีเพียงแบรนด์ Stella Artois ในเบลเยียม ตระกูลได้เลือกเส้นทางที่กล้าหาญในช่วงทศวรรษที่ 70 และ 80 แทนที่จะขายกิจการเพื่อเสวยสุข พวกเขากลับเลือกที่จะเป็น “ผู้ล่า” ผ่านการสร้างพันธมิตรและการเข้าซื้อกิจการข้ามโลก ตั้งแต่การจับมือกับ AmBev ของบราซิล ไปจนถึงดีลประวัติศาสตร์ในการควบรวม Anheuser-Busch ท่ามกลางวิกฤติการเงินปี 2008
บทเรียนสำคัญที่เขาฝากไว้คือกุญแจแห่งความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขทางการเงิน แต่อยู่ที่การยึดมั่นในค่านิยมหลักคือ ความเคารพ ความนอบน้อม ความภักดี ความกตัญญู และ “ความสามัคคีของครอบครัว” (Family Unity) ภายใต้โครงสร้างที่แข็งแกร่งและการนำที่ไว้ใจได้
ศิลปะการบริหาร จ้างคนที่เก่งกว่า
เคานต์ เจรัลด์ เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่า เคล็ดลับความยิ่งใหญ่ของ AB InBev คือการจ้างคนที่เก่งกว่าตัวเอง เข้ามาทำงาน เขาไม่อายที่จะยอมรับว่าผู้บริหารมืออาชีพหลายคนมีความสามารถเหนือกว่าเขามาก แต่เหรียญย่อมมีสองด้าน
“การมีขุนพลที่เก่งกาจย่อมมีความเสี่ยง หากเจ้าของไม่มีปัญญาพอที่จะกำกับดูแล ดังนั้น กฎเหล็กคือ สมาชิกครอบครัวต้องหมั่นศึกษาหาความรู้ ยกระดับตนเองให้ ‘รู้เท่าทัน’ เพื่อให้สามารถควบคุมทิศทางคนเก่งเหล่านั้นให้ขับเคลื่อนไปตามเจตนารมณ์ของตระกูลได้”
มองจีนคือครู ไม่ใช่ศัตรู
โลกในปัจจุบันที่กำลังอยู่ท่ามกลางความยุ่งเหยิง เคานต์ เจรัลด์ ชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์ที่ไม่อาจมองข้าม นั่นคือ การเสื่อมถอยของยุโรปที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมๆ กับความพยายามอย่างยิ่งยวดของสหรัฐอเมริกาในการรักษาความเป็นเจ้าโลกเอาไว้ ในขณะเดียวกัน เรากำลังได้เห็นการกลับมาของรัสเซียและพลังขับเคลื่อนใหม่จากซีกโลกอื่น ทั้งอัตราการเกิดที่พุ่งสูงในแอฟริกา และบทบาทที่ทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ ของอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ไม่อาจละสายตาได้อีกต่อไป
สำหรับชาวยุโรปและตะวันตกจำนวนมาก จีนเปรียบเสมือน “รถแทรกเตอร์ที่น่าหวาดหวั่น” (Threatening bulldozer) ที่พร้อมจะบดขยี้คู่แข่ง พวกเขามักพร่ำบ่นถึงการค้าที่ไม่เป็นธรรม การอุดหนุนจากภาครัฐ หรือการถ่ายโอนเทคโนโลยี แต่เขากลับมองต่าง และตั้งคำถามที่แทงใจดำว่า “ถ้าจีนชนะในจุดที่เราแพ้ นั่นเพราะพวกเขาฉลาดกว่าเราไม่ใช่หรือ”
เขาชี้ให้เห็นถึงความย้อนแย้งของชาวตะวันตกที่มักก่นด่าจีน แต่กลับเลือกใช้สินค้าจีนเพราะคุณภาพและนวัตกรรม ตัวเขาเองยอมรับอย่างภาคภูมิใจว่ารถยนต์คันโปรดที่เขาขับอยู่ไม่ใช่รถเยอรมันหรูหรา แต่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนยี่ห้อ Zeekr ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของจีนที่ก้าวกระโดดไปไกล ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ยานยนต์ไฟฟ้า การสื่อสาร และการทหาร
ท่ามกลางโลกแบ่งขั้วที่ชัดเจนขึ้นรพหวางมหาอำนาจอย่างสหรัฐและจีน เคานต์ เจรัลด์ เสนอแนะยุทธศาสตร์ที่ท้าทายขนบเดิมของตระกูลธุรกิจตะวันตก แทนที่จะหวาดกลัวหรือปิดกั้น เราควรปรับตัวเข้าหาจีน (Adapt to China) เขาเสนอแนวคิดว่า ครอบครัวธุรกิจที่มองการณ์ไกลควรมีที่ปรึกษาชาวจีน มีพันธมิตรชาวจีน และที่สำคัญที่สุด คือการปฏิวัติแนวคิดด้านการศึกษาของทายาทรุ่นต่อไป
“ที่ผ่านมาครอบครัวควรส่งลูกหลานไปเรียนรู้ในหลากหลายวัฒนธรรม คนหนึ่งจบจากลอนดอน อีกคนจากบอสตัน และที่ขาดไม่ได้คืออีกคนต้องจบจากเซี่ยงไฮ้ การเข้าใจจีนอย่างถ่องแท้ผ่านระบบการศึกษา คือการกระจายความเสี่ยงและการเตรียมพร้อมที่ดีที่สุดสำหรับโลกอนาคต”
การส่งลูกหลานไปเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีน ไม่ใช่แค่เรื่องวิชาการที่ปัจจุบันนำหน้าตะวันตกไปแล้วในหลายด้าน แต่คือการเข้าไปทำความเข้าใจวิธีคิดและวัฒนธรรมของมหาอำนาจที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเราอย่างเลี่ยงไม่ได้
ต่างคิด ต่างเจเนอเรชัน
อีกหนึ่งความท้าทายที่ เคานต์ เจรัลด์ หยิบยกขึ้นมาพูดอย่างไม่อ้อมค้อม คือ “ช่องว่างระหว่างวัย” ในธุรกิจครอบครัว เขามองเห็นความเสี่ยงจากคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับแนวคิดที่ต่างออกไปจากรุ่นที่ผ่านมา โดยเฉพาะความใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ต้องการรักษาโลกโดยไม่ว่าจะต้องแลกด้วยต้นทุนเท่าไหร่ ในขณะที่คนรุ่นเก่าอย่างเขามองเรื่องพลังงานหมุนเวียนเป็นหนทางในการ ลดต้นทุนและเพิ่มกำไรเพื่อความอยู่รอด
เขาเตือนสติด้วยกรณีศึกษาของ Bud Light ที่สูญเสียมูลค่ามหาศาลจากการตัดสินใจตามกระแสสังคม (Ideology) จนลืมรากฐานของลูกค้าเดิม สำหรับเขา อุดมการณ์เป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องไม่นำมาซึ่งความสุ่มเสี่ยงของธุรกิจ เพราะเป้าหมายสูงสุดคือการรักษาธุรกิจไว้ให้ลูกหลานในอีก 100 ปีข้างหน้า ไม่ใช่การตอบสนองต่อเทรนด์ระยะสั้น
เขากล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับตระกูลที่ร่วมกันบริหารธุรกิจ จะต้องจัดลำดับความสำคัญให้ชัดเจน สื่อสารกันให้เข้าใจ และก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความระมัดระวังท่ามกลางโลกที่ไร้ระเบียบใบนี้





