background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

แม่ทัพ 'เซ็นทรัล กรุ๊ป' เตือนธุรกิจรับมือปี 2026 โลกป่วน สิ้นยุคระเบียบโลกเก่า

แม่ทัพ 'เซ็นทรัล กรุ๊ป' เตือนธุรกิจรับมือปี 2026 โลกป่วน สิ้นยุคระเบียบโลกเก่า

ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการ กลุ่มเซ็นทรัล ผู้นำธุรกิจค้าปลีก และบริการของประเทศไทย ซึ่งมีเครือข่ายธุรกิจครอบคลุมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยุโรป ได้แสดงวิสัยทัศน์บนเวทีภายในงาน “The Game Changer: Outlook 2026 & Beyond” เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2569 จัดขึ้นที่ปาร์คนายเลิศ 

สำหรับถ้อยคำของแม่ทัพใหญ่แห่งอาณาจักรค้าปลีกระดับโลกผู้นี้ ไม่ได้เพียงแค่บอกเล่าถึงแนวโน้มเศรษฐกิจตามตำรา แต่เป็นการส่งสัญญาณเตือนภัยให้กับผู้นำองค์กรและนักธุรกิจไทยเตรียมรับมือกับคลื่นมรสุมลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัว โดยกรุงเทพธุรกิจได้สรุปเนื้อหามุมมองของศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุทธิพันธ์

สิ้นยุคระเบียบโลกเก่า

ดร.สุทธิพันธ์ เริ่มต้นด้วยการนิยามสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญว่าไม่ใช่เพียงความไม่แน่นอนธรรมดา แต่เรากำลังอยู่ในภาวะที่เรียกว่า "Tail Risk" หรือความเสี่ยงหางแถว ซึ่งหมายถึงเหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดต่ำแต่หากเกิดขึ้นแล้วจะสร้างผลกระทบที่รุนแรง คาดเดาไม่ได้ อันตราย และส่งผลถึงความอยู่รอด นี่คือ บริบทใหม่ของโลกที่คำตอบของการทำธุรกิจจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อมองไปยังปี 2026 ที่ความเสี่ยงระดับมหภาคกำลังถาโถมเข้ามาในทุกมิติ

ดร.สุทธิพันธ์ เน้นย้ำถึงการล่มสลายของระเบียบโลกเก่า (World Order) ที่เคยยึดโยงกันมากว่า 80 ปี สถาบันหลักอย่าง UN, WTO หรือแม้แต่ IMF กำลังถูกบั่นทอนความน่าเชื่อถือโดยชาติมหาอำนาจผู้ก่อตั้งเอง 

“เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่หลักการสากลถูกแทนที่ด้วย อำนาจ และการครอบงำ (Power and Domination) หรือที่เรียกว่ากฎแห่งป่า ซึ่งใครมีกำลังมากกว่าคือ ผู้ชนะ ดั่งในวาทะอมตะที่สะท้อนภาพปัจจุบันได้อย่างเห็นภาพว่า เมื่อโลกเก่ากำลังตาย แต่โลกใหม่ยังไม่กำเนิด เราจึงต้องใช้ชีวิตอยู่ในยุคแห่งอสูรกาย (Time of Monsters) สะท้อนว่าธุรกิจในปี 2026 จะต้องเจอกับปัจจัยที่คาดเดาไม่ได้ และไร้กฎเกณฑ์

‘ทรัมป์’ เอฟเฟกต์

ในสมรภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geo-economics) การกลับมาของ "โดนัลด์ ทรัมป์" พร้อมนโยบาย "อเมริกาต้องมาก่อน" และมาตรการกำแพงภาษี (Tariff) ไม่ได้เป็นเพียงคำขู่ แต่เป็นปฏิบัติการที่ส่งผลกระทบลูกโซ่มาถึงอาเซียน

ดร.สุทธิพันธ์ กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ ผลพวงจากการกีดกันทางการค้านี้ได้บีบให้เกิดการทะลักของสินค้าจากจีนเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียน ปัจจุบันอาเซียนก้าวขึ้นมาเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของจีน แซงหน้าทั้งสหรัฐ และสหภาพยุโรปเป็นที่เรียบร้อย 

“ภาวะสินค้าส่วนเกิน (Overcapacity) จากโรงงานผลิตของโลกที่กำลังถูกระบายลงมาสู่ไทย และเพื่อนบ้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผ่านระบบโลจิสติกส์บนเส้นทางหนึ่งเข็มขัด หนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) เชื่อมโยงถึงกันอย่างไร้รอยต่อ” 

ดร.สุทธิพันธ์ กล่าวถึงกรณีกางเกงช้างที่เคยเป็นความภูมิใจของท้องถิ่น เคยสร้างรายได้ให้ชุมชน แต่วันนี้กลับถูกท้าทายด้วยสินค้าที่หน้าตาคล้ายกันจากโรงงานจีนที่ถล่มราคาเหลือเพียง 30-70 บาท ซึ่งถือเป็นมรสุมหนักสำหรับผู้ประกอบการ SME ไทย และสถานการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในไทย แต่กำลังลุกลามไปทั่วทั้งอินโดนีเซีย เวียดนาม และมาเลเซีย

ทุนจีนบุกเมือง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตายิ่งกว่าสินค้าราคาถูก คือ วิวัฒนาการของ "ทุนจีน" ที่ไม่ได้มาแค่ในรูปแบบของผู้ผลิตสินค้าราคาถูก (OEM) อีกต่อไป แต่กำลังยกระดับสู่การสร้าง "แบรนด์" ที่แข็งแกร่ง และเข้ามาแทรกซึมอยู่ในไลฟ์สไตล์ของผู้คนอย่างแนบเนียน 

ดร.สุทธิพันธ์ เปรียบเปรยให้เห็นภาพอย่างมีอารมณ์ขันแต่แฝงด้วยนัยที่ลึกซึ้งว่า หากสมัยก่อนเราร้องเพลงรอคอยซานตาคลอส แต่ในยุคนี้ต้องเปลี่ยนเนื้อร้องเป็น "The Chinese are coming to town" เพราะไม่ว่าเราจะเดินไปในศูนย์การค้าแห่งไหน ก็จะพบเห็นร้านชาจีนยอดฮิต ร้านไอศกรีมชื่อดัง หรือแม้แต่แบรนด์แฟชั่น และสินค้าไลฟ์สไตล์จากจีนที่เข้ามาจับจองพื้นที่ ยืนตระหง่านเคียงคู่กับแบรนด์หรูระดับโลกได้อย่างไม่ขัดเขิน

ดร.สุทธิพันธ์ ยอมรับว่ากลุ่มเซ็นทรัลเองก็เริ่มหันมาจับมือ และทำงานร่วมกับพันธมิตรจากจีนมากขึ้น เพราะในโลกยุคใหม่ที่จีนสามารถผลิตได้ทุกอย่างตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ ตั้งแต่สินค้าราคาถูกยันสินค้าลักชัวรี การปิดกั้นจึงไม่ใช่ทางออก แต่การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วม และบริหารจัดการท่ามกลาง "กองทัพสินค้า และแบรนด์จากจีน" ที่กำลังเข้ามาในทุกทิศทางคือ โจทย์ใหญ่ที่ธุรกิจไทยต้องขบคิดให้แตกฉาน ก่อนที่จะถูกกลืนหายไปในเกลียวคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้

ถอดบทเรียนยุโรป ลงทุนต้องกระจายความเสี่ยง

แม้แต่กลุ่มเซ็นทรัลเอง ซึ่งถือเป็นยักษ์ใหญ่ที่ช่ำชองสนามการค้า ก็ไม่อาจหลบพ้นความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์นี้ ดร.สุทธิพันธ์ ได้เปิดเผย "แผลสด" จากประสบการณ์การลงทุนในยุโรปที่สั่งสมมากว่าสองทศวรรษ ตั้งแต่ก้าวแรกที่อิตาลีจนครอบคลุมห้างสรรพสินค้าระดับลักชัวรีถึง 40 แห่ง รวมถึงดีลประวัติศาสตร์อย่างการเข้าซื้อกลุ่ม Selfridges ในปี 2022

แม้จะมีความแข็งแกร่ง แต่เมื่อสงครามยูเครนปะทุขึ้น ตามมาด้วยวิกฤติเงินเฟ้อ และดอกเบี้ยขาขึ้นในยุโรป คู่ค้าระดับที่เผชิญกับการล้มละลายจากการก่อหนี้เกินตัว 

"ไม่มีใครคาดคิดว่าสงครามในยูเครน ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับนักลงทุนไทย จะกลายเป็น "โดมิโนตัวแรก" ที่ล้มครืนลงมาทับถมเศรษฐกิจยุโรปจนเสียศูนย์ ผลพวงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ได้แปรเปลี่ยนเป็นวิกฤติเศรษฐกิจที่จับต้องได้ ทั้งวิกฤติพลังงานที่พุ่งสูง เงินเฟ้อที่กัดกินกำลังซื้อ และที่เจ็บปวดที่สุดคือ อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น" 

“บทเรียนราคาแพงนี้สอนให้รู้ว่า สงครามที่ดูเหมือนไกลตัว กลุ่มเซ็นทรัลต้องงัดทุกกระบวนท่าของการบริหารจัดการวิกฤติออกมาใช้ โดยเฉพาะการรับมือกับกระบวนการทางกฎหมายล้มละลายในยุโรปที่ซับซ้อน เพื่อประคับประคองธุรกิจให้เดินหน้าต่อได้ การสร้างองค์กรให้มีความยืดหยุ่น (Resilience) จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดเดียวท่ามกลางพายุ”

AI-Climate Change จุดเปลี่ยนที่มนุษย์ไม่พร้อม

นอกจากนี้ ดร.สุทธิพันธ์ ยังระบุถึง 2 ปัจจัยเร่งที่น่ากลัว คือ 1.AI (Artificial Intelligence) ซึ่งความน่ากลัวไม่ใช่ความฉลาดของเทคโนโลยี แต่คือ "ความไม่พร้อมของมนุษย์" สถาบันและสังคมยังขาดการเตรียมตัวรับมือกับผลกระทบระยะยาว ภาพการปลดพนักงานนับหมื่นของ Amazon คือ สัญญาณเตือนว่ารูปแบบการจ้างงานแบบเดิมกำลังจะหายไป และงานในอนาคตจะมีหน้าตาที่เราไม่คุ้นเคย

2.วิกฤติภูมิอากาศ (Climate Change) ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติได้กลายเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจเต็มตัว ยกระดับความรุนแรงจนทำให้พื้นที่เศรษฐกิจบางแห่งกลายเป็นพื้นที่ "ไม่สามารถรับประกันภัยได้" (Uninsurable) อีกต่อไป การทำธุรกิจในพื้นที่เสี่ยงเหล่านี้จึงเต็มไปด้วยต้นทุนมหาศาล และความไม่แน่นอนที่ไม่มีใครกล้ารับรองความปลอดภัย

แม้จะมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์อยู่บ้างจากการที่พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) มีราคาถูกลง และเข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่ ดร.สุทธิพันธ์ ก็ยังทิ้งท้ายด้วยความห่วงใยว่า การเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ยังคงมีความเหลื่อมล้ำอย่างมาก

ภายใต้ท้องฟ้าที่ดูเหมือนจะสดใสในปี 2026 นั้น เต็มไปด้วยเมฆหมอกแห่งความเสี่ยงที่ไร้ระเบียบ การแข่งขันที่ไร้ปรานี และความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเกินกว่าจะคาดเดา ผู้นำองค์กรในวันนี้จึงต้องเร่งปรับตัว สร้างเกราะป้องกัน และเตรียมพร้อมรับมือกับการเผชิญหน้ากับความเสี่ยงในรูปแบบต่างๆ ที่กำลังดักรออยู่ในทุกย่างก้าวของการทำธุรกิจ

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์