ภาคเอกชนส่งสัญญาณเตือนแรงถึงรัฐบาลชุดใหม่ หลังเศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งหนี้ครัวเรือนระดับสูง ความไม่แน่นอนทางการเมือง ภูมิรัฐศาสตร์โลก และความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ หวั่นประเทศไทยทรุดจาก “คนป่วยแห่งเอเชีย” (Sick Man of Asia) ไปสู่ภาวะถดถอยเชิงโครงสร้าง หากไม่เร่งยกเครื่องนโยบายอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานการแถลงข่าวคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ระบุว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ “วิกฤติความเชื่อมั่น” ทั้งจากปัจจัยภายใน และภายนอกประเทศ ขณะที่ประเทศคู่แข่งในอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนาม เดินหน้าเร่งเครื่องการลงทุน และการส่งออกอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม กกร. ประเมินว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างที่รุนแรงที่สุดของไทย คือ "หนี้ครัวเรือน" ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับเกือบ 90% ต่อ GDP และหากรวมหนี้นอกระบบจะสูงเกิน 104% ส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศอ่อนแรงอย่างต่อเนื่อง ฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
นายเกรียงไกร กล่าวว่า รากของปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “การใช้จ่ายเกินตัว” เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก "ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และโครงสร้างรายได้" ที่บิดเบี้ยว โดยประชาชนจำนวนมากมีรายได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ ขณะที่ภาค SME ต้องเผชิญการแข่งขันรุนแรงจากสินค้าราคาถูกนำเข้าที่ทะลักเข้ามาดัมพ์ตลาด
“การแก้หนี้ต้องไม่ใช่แค่พักหนี้หรือแจกเงิน แต่ต้องสร้างรายได้ใหม่ให้ประชาชน โดยเฉพาะการยกระดับภาคเกษตร ซึ่งมีแรงงานถึง 1 ใน 3 ของประเทศ แต่สร้าง GDP เพียง 6-7% หากเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรได้จริง จะช่วยดึงคนจำนวนมากออกจากกับดักหนี้” นายเกรียงไกร กล่าว
ปัจจัยเสี่ยงภายนอกยังทวีความรุนแรง โดย Global Risks Report ของ World Economic Forum ระบุว่า Geoeconomics เป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งของโลกในปีนี้ สอดคล้องกับสถานการณ์จริงที่ตลาดการเงิน ค่าเงิน และราคาทองคำผันผวนสูง จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการภาษีของสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้มีสินค้าไทยอย่างน้อย 9 กลุ่มที่อยู่ในข่ายถูกสหรัฐ เก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม คิดเป็นมูลค่าส่งออกกว่า 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 63% ของมูลค่าส่งออกไทยไปสหรัฐ โดยเฉพาะ "อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์" ที่ขยายตัวสูงถึง 53% ซึ่งหากถูกกระทบจะส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อภาคการผลิต และการลงทุน
จากปัจจัยเสี่ยงทั้งหมด กกร. ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือเพียง 1.6-2.0% และยังมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากความล่าช้าในการจัดทำงบประมาณปี 2570 โดยข้อมูลกรมบัญชีกลาง ณ สิ้นเดือนมกราคม 2569 ระบุว่า การเบิกจ่ายงบลงทุนทำได้เพียง 21.57% ต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ 26% สะท้อนความล่าช้าในการขับเคลื่อนโครงการลงทุนภาครัฐ
นายเกรียงไกร กล่าวเน้นย้ำว่า "เสถียรภาพทางการเมือง" เป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการฟื้นเศรษฐกิจ โดยแสดงความกังวลต่อการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง หากยังยึดติดกับ “โควตาพรรคการเมือง” อาจทำให้ได้รัฐมนตรีเศรษฐกิจที่ไม่ตรงกับภารกิจ ขาดความต่อเนื่องของนโยบาย และกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน
ดังนั้น นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองที่มุ่ง "ประชานิยมระยะสั้น ใช้งบประมาณสูง" แต่ขาดยุทธศาสตร์สร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศอย่างยั่งยืน ท่ามกลางข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางการคลัง หลังหนี้สาธารณะ ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 12.45 ล้านล้านบาท หรือ 66% ต่อ GDP ใกล้กรอบวินัยการคลังที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกิน 70%
ทั้งนี้ กกร. เสนอให้รัฐบาลใหม่เดินหน้ายุทธศาสตร์ Reinvent Thailand อย่างจริงจัง มุ่งเพิ่มผลิตภาพภาคการผลิต ยกระดับขีดความสามารถผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ปรับลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค ส่งเสริมสินค้า Made in Thailand และเร่งลงทุนด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ สมดุล และยั่งยืน
"ประเทศไทยต้องการ 'หมอเฉพาะทาง' ที่กล้าตัดสินใจ ซ่อมเรือที่รั่วทั้งลำ หากได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ทีมเศรษฐกิจที่มีความเชี่ยวชาญ และนโยบายที่ทำได้จริง ไทยยังมีโอกาสฟื้นจาก 'คนป่วย' กลับมาเป็น 'ชายรูปงามที่แข็งแรง' ของภูมิภาคได้อีกครั้ง"
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





