วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

ทีดีอาร์ไอ แนะนโยบายเกษตร-น้ำ ชูยั่งยืนเลิกประชานิยม

ทีดีอาร์ไอ แนะนโยบายเกษตร-น้ำ ชูยั่งยืนเลิกประชานิยม

ทีดีอาร์ไอ วิเคราะห์นโยบายหาเสียงเกษตร-จัดการน้ำ จี้เลิกแจกเงินประกันราคาที่บิดเบือนตลาด เสี่ยงทุจริต และแนะปฏิรูปการจัดการภัยพิบัติแบบมืออาชีพ

ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า นโยบายเกษตรของพรรคการเมือง โดยเฉพาะนโยบายประกันราคา และประกันกำไรที่แม้จะช่วยลดความเดือดร้อนเฉพาะหน้า แต่ผลการศึกษาพบว่าก่อให้เกิดการบิดเบือนการใช้ทรัพยากร และสร้างผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังพบปัญหาความเหลื่อมล้ำจากการที่เกษตรกรรายใหญ่ใช้วิธีแยกครัวเรือนเพื่อรับเงินอุดหนุนเกินโควตาที่รัฐกำหนด

นโยบายอุดหนุนแบบเดิมยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร เนื่องจากเกษตรกรขาดแรงจูงใจในการลดต้นทุนหรือเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ส่งผลให้ปัจจุบันผลิตภาพการผลิตพืชเศรษฐกิจหลักของไทย ทั้งข้าว อ้อย และยางพารา ต่ำกว่าประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียอย่างเห็นได้ชัด รัฐบาลจึงควรปรับเปลี่ยนไปสู่การอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขเพื่อเกษตรกรรมยั่งยืน และลดก๊าซเรือนกระจกแทน

สำหรับนโยบายช่วยลดต้นทุนด้วยการแจกปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย หรือเมล็ดพันธุ์ ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการทุจริต ดังเช่นบทเรียนในอดีตจากการจัดซื้อกล้ายาง อีกทั้งเกษตรกรมักได้รับปัจจัยการผลิตที่ไม่ตรงความต้องการที่แท้จริง ทั้งที่ข้อมูลจากธนาคารโลกชี้ว่าไทยมีตลาดปัจจัยการผลิตที่มีการแข่งขันสูง และราคาต่ำกว่าเพื่อนบ้านอยู่แล้ว

ทีดีอาร์ไอ แนะนโยบายเกษตร-น้ำ ชูยั่งยืนเลิกประชานิยม

ในส่วนของนโยบายแจกโฉนด ส.ป.ก.  ยังไม่มีมาตรการป้องกันไม่ให้ที่ดินรัฐตกไปอยู่ในมือของกลุ่มอิทธิพลหรือนักการเมือง ในขณะที่อาชีพเกษตรกรรมไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาความยากจนได้อีกต่อไป รัฐจึงควรเน้นการสร้างทักษะอาชีพนอกภาคเกษตรให้กับคนในชนบทอย่างจริงจัง และปรับเปลี่ยนที่ดินที่ไม่เหมาะสมให้เป็นสัญญาเช่าระยะยาวที่มีการตรวจสอบเข้มงวดแทน

ด้านการบริหารจัดการน้ำ นโยบายส่วนใหญ่มักเน้นการลงทุนในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ซึ่งเสี่ยงต่อความไม่คุ้มค่า และสร้างข้อพิพาทเรื่องการเวนคืนที่ดิน  จึงควรใช้โมเดลการจัดการน้ำชุมชนที่อาศัยความร่วมมือระหว่างรัฐ วิชาการ และชุมชนในการร่วมกันออกแบบโครงการ (co-design) ให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ และความต้องการจริงของประชาชน

การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืนไม่สามารถพึ่งพาเพียงสิ่งก่อสร้างทางวิศวกรรมได้ แต่ต้องวางระบบวัฏจักรการบริหารจัดการภัยพิบัติที่ครบวงจร ซึ่งประกอบด้วย 4 ด้านสำคัญ คือ การป้องกัน การเผชิญเหตุฉุกเฉิน การฟื้นฟู และการลดความเสี่ยง รวมถึงการนำระบบประกันวินาศภัยมาใช้เพื่อลดภาระงบประมาณในการเยียวยาความเสียหายจากภัยธรรมชาติ

นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่ควรเร่งลงทุนในเทคโนโลยีพยากรณ์น้ำ และแผนที่จำลองระดับความสูงด้วยระบบดิจิทัลเพื่อให้การเตือนภัยแม่นยำขึ้น, พร้อมทั้งออกกฎกระทรวงเพื่อควบคุมการใช้ที่ดินในพื้นที่ผังน้ำอย่างเคร่งครัดตาม พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 เพื่อป้องกันไม่ให้โครงสร้างพื้นฐานหรือที่อยู่อาศัยใหม่เข้าไปขวางทางระบายน้ำจนเกิดปัญหาซ้ำซาก

"ในด้านน้ำควรปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการน้ำโดยแยกอำนาจระหว่างฝ่ายการเมือง และข้าราชการมืออาชีพออกจากกัน โดยควรพิจารณารูปแบบการบริหารแบบ “Single Command” ที่มีผู้บริหารมืออาชีพเป็นผู้ตัดสินใจในภาวะวิกฤติ พร้อมทั้งแบ่งความรับผิดชอบระหว่างหน่วยงานส่วนกลาง และท้องถิ่นให้ชัดเจนเพื่อให้การจัดการภัยพิบัติมีประสิทธิภาพสูงสุด"

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์