สศก. ชู ‘5 คันโยก’ เร่งเครื่องเกษตรอินทรีย์ไทย เตรียมเดินหน้าแผนฯ ฉบับใหม่ 2571–2575 หนุนความโปร่งใส ตรวจสอบย้อนกลับ เจาะตลาดพรีเมียม
นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ในฐานะกรรมการ และผู้ช่วยเลขานุการ คณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ได้จัดสัมมนาระดมความคิดเห็นในระดับพื้นที่เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์ พ.ศ. 2571 – 2575 ครั้งที่ 2 ณ โรงแรมทรีธารา จังหวัดลำปาง เมื่อช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อร่วมกำหนดทิศทางเกษตรอินทรีย์ของไทยในช่วงปี 2569 เป็นต้นไป ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ตลาดต้องการมากกว่าเพียง “คำว่าอินทรีย์” แต่ต้องการ “ระบบความเชื่อมั่น” (Trust System) ที่ตรวจสอบย้อนกลับได้และรักษามาตรฐานได้สม่ำเสมอทุกล็อต โดยเฉพาะตลาดพรีเมียมและตลาดส่งออกที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน การรับรอง และการกำกับดูแลตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ซึ่งปัจจุบันแม้ตลาดอินทรีย์โลกยังเติบโตต่อเนื่อง แต่การแข่งขันและความเข้มงวดด้านมาตรฐานสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เกษตรอินทรีย์ไทยต้องยกระดับจากการปรับเปลี่ยนวิธีปลูก ไปสู่ “การบริหารระบบธุรกิจ และห่วงโซ่คุณค่า” (Value Chain Management) ที่เน้นคุณภาพ ความปลอดภัย และความโปร่งใส โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมรับกฎระเบียบสหภาพยุโรปด้านเกษตรอินทรีย์ (Regulation (EU) 2018/848) ที่เข้มงวดขึ้นทั้งด้านการผลิต การติดฉลาก และระบบควบคุมสินค้านำเข้า
นอกจากนี้ เกษตรอินทรีย์กำลังบูรณาการร่วมกับแนวคิด Regenerative, Climate และ Carbon มากขึ้น โดยผู้ซื้อรายใหญ่และแหล่งทุนเริ่มให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ว่า “อินทรีย์แล้วสามารถลดคาร์บอน ฟื้นฟูดินและน้ำได้จริงหรือไม่” ซึ่งเกษตรกรที่ยกระดับการจัดการทรัพยากรและการบันทึกข้อมูลเพื่อยืนยันผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อม จะได้รับแต้มต่อทั้งในการเข้าถึงตลาดคุณภาพและการเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียว (Green Finance)
ขณะเดียวกัน สศก. ได้วิเคราะห์ถึงอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เกษตรกรรายใหม่ (ผู้เล่นใหม่) ยังเข้าสู่ตลาดยังน้อย แม้ทิศทางตลาดจะดูดี โดยพบว่ามีสาเหตุจาก “ความเสี่ยงทางเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ” ที่ยังสูง โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนผ่านประมาณ 2 – 3 ปีแรก ที่เกษตรกรต้องรับภาระต้นทุนและความเสี่ยงผลผลิต ขณะที่ยังไม่ได้รับราคาพรีเมียมเต็มที่ ส่งผลให้กระแสเงินสดติดลบและไม่จูงใจให้รายใหม่เข้าสู่ตลาด
นอกจากนี้ การรับรองและการจัดทำบันทึกข้อมูลเพื่อคงมาตรฐานมีต้นทุนคงที่สูง โดยเฉพาะสำหรับรายย่อย รวมถึงความเสี่ยงด้านการผลิตในการจัดการศัตรูพืช วัชพืช และการฟื้นฟูสุขภาพดิน ตลอดจนข้อจำกัดด้านตลาดที่แม้จะมีอุปสงค์สูง แต่การเข้าถึงช่องทางจำหน่ายที่ให้ราคาพรีเมียมจริงและมีสัญญารับซื้อที่มั่นคงยังไม่ครอบคลุม
ดังนั้น เพื่อเร่งเครื่องเกษตรอินทรีย์ไทย สศก. จึงเสนอ “5 คันโยก” เพื่อลดความเสี่ยงผู้เล่นใหม่และเพิ่มความเชื่อมั่นตลาด ดังนี้ 1.ลดความเสี่ยงช่วงเปลี่ยนผ่าน ด้วยมาตรการสนับสนุนที่ช่วยรักษากระแสเงินสด เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การพักชำระหนี้ หรือกลไกชดเชยในช่วงปรับเปลี่ยนระบบ 2.ตลาดนำการผลิต ส่งเสริมการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Offtake Agreement) เพื่อให้เกษตรกรเห็นราคาปลายทางที่แน่นอนก่อนตัดสินใจลงทุนปรับระบบ
3.การรวมกลุ่มเข้มแข็ง ส่งเสริมการผลิตรูปแบบกลุ่มและใช้ระบบควบคุมภายใน (ICS/PGS) ตามตลาดเป้าหมาย เพื่อลดต้นทุนการรับรองรายย่อยและสร้างวินัยด้านคุณภาพ 4.ยกระดับผลิตภาพ (Productivity) สนับสนุนแพ็กเกจความรู้และบริการด้านดิน ธาตุอาหาร ชีวภัณฑ์ IPM เมล็ดพันธุ์ และการใช้ปฏิทินปลูกที่เหมาะสม และ 5.ระบบ Traceability ที่ตรวจสอบได้จริง เริ่มตั้งแต่ล็อตการผลิต แปลงปลูก วันเก็บเกี่ยว ผู้รวบรวม จนถึงจุดคัดบรรจุ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดแก่ผู้บริโภคและคู่ค้า
สำหรับผลการดำเนินงานภายใต้แผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์ พ.ศ. 2566 – 2570 ในระยะครึ่งแผนฯ (พ.ศ. 2566 - 2567) พบว่า ภาพรวมมีประสิทธิภาพสูงเกินเป้าหมาย โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรอินทรีย์ที่ขยายตัว ก้าวกระโดดจากปี 2565 ที่มีจำนวน 1.4 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นเป็น 2.2 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 110.80 ของเป้าหมาย 2 ล้านไร่ ด้านระบบการตรวจสอบรับรองมีความเข้มแข็งขึ้น มีหน่วยตรวจสอบรับรองมาตรฐานสากลเพิ่มเป็น 12 แห่ง สูงกว่าเป้าหมาย 2.4 เท่า โดยในปี 2567 มูลค่าการส่งออกเติบโตขึ้นร้อยละ 17.83 คิดเป็นมูลค่า 2,353.84 ล้านบาท นอกจากนี้ ฐานผู้บริโภคในประเทศมีความเชื่อมั่นสูงถึงร้อยละ 88 ซึ่งเป็นสัญญาณบวกในการผลักดันเป้าหมายเกษตรกรอินทรีย์ 250,000 ราย ภายในปี 2570
"ทิศทางในช่วงครึ่งหลังของแผนฯ จะมุ่งเน้นการเปลี่ยน “ศักยภาพการผลิต” ให้เป็น “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” อย่างเต็มรูปแบบ ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก คือ การตลาดเชิงรุก ยกระดับมาตรฐานสู่สากล และการพัฒนาฐานข้อมูลกลาง (Big Data) เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน โดยเน้นย้ำว่า “เกษตรอินทรีย์” จะเติบโตได้เมื่อพรีเมียมเกิดจริงอย่างสม่ำเสมอ และเมื่อความเสี่ยงของผู้เล่นใหม่ลดลงผ่านการออกแบบมาตรการและระบบตลาดที่เหมาะสม โดยการยกระดับครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มพื้นที่อินทรีย์ แต่คือการสร้างความสามารถแข่งขันของไทยในตลาดคุณภาพที่ต้องการความโปร่งใสและมาตรฐานสูง"
ทั้งนี้ นอกจากการลงพื้นที่จังหวัดลำปางแล้ว สศก. ยังมีแผนที่จะลงพื้นที่เพื่อระดมความคิดเห็นในระดับพื้นที่ภาคอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง โดยในครั้งถัดไปมีกำหนดจัดขึ้นในพื้นที่ภาคกลาง ณ จังหวัดราชบุรี ในวันที่ 6 มีนาคม 2569 เพื่อรวบรวมข้อมูลและข้อเสนอแนะให้ครบถ้วนทุกภูมิภาค ซึ่งกองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร จะนำข้อมูลจากการสัมมนาทั้งหมดไปปรับปรุง (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์ พ.ศ. 2571 – 2575 ให้มีความสมบูรณ์ โดยหลังจากนี้ สศก. จะดำเนินการนำร่างแผนดังกล่าวเสนอต่อคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบและประกาศใช้เป็นแนวทางพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป





