วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

‘เอกนิติ’ เผย ‘เนสท์เล่’ พร้อมลงทุนไทย ย้ำเป็นฐานยุทธศาสตร์ เทคโนโลยีอาหารขั้นสูง

‘เอกนิติ’ เผย ‘เนสท์เล่’ พร้อมลงทุนไทย ย้ำเป็นฐานยุทธศาสตร์ เทคโนโลยีอาหารขั้นสูง

“เอกนิติ” ดึงยักษ์อาหารโลก Nestlé ย้ำภาพไทย “ฐานผลิตส่งออก” ปูพรมขยายลงทุนเทคโนโลยีอาหารขั้นสูง-อาหารสัตว์เลี้ยง 90% ส่งออกทั่วโลก

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงผลสำเร็จจากการเข้าร่วมประชุม World Economic Forum (WEF) Annual Meeting 2026 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส เมื่อช่วงต้นเดือนก.พ. ที่ผ่านมาว่า จากการหารือร่วมกับ Mr. Remy Ejel ผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มบริษัทเนสท์เล่ (Nestlé) ยักษ์ใหญ่ด้านอาหาร และเครื่องดื่มของโลก บริษัทได้ยืนยันอย่างชัดเจนที่จะใช้ประเทศไทยเป็น “ฐานยุทธศาสตร์” (Strategic Hub)สำคัญในภูมิภาคอินโดจีน พร้อมเดินหน้าแผนขยายการลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง

เปิดพอร์ตลงทุน 5 ปี 2.8 หมื่นล้าน

ปัจจุบันเนสท์เล่มีการลงทุนในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยในช่วง 5–6 ปีที่ผ่านมา ได้รุกขยายการลงทุนไปแล้วกว่า 2.8 หมื่นล้านบาท มีโรงงานผลิตรวม 8 แห่ง และจ้างงานบุคลากรไทยกว่า 3,000 คน ซึ่งภาพรวมธุรกิจครอบคลุมทั้งกลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม และอาหารสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงภายใต้แบรนด์ Purina ที่รัฐบาลไทยให้การส่งเสริมการลงทุน จนสามารถปั้นให้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักเพื่อส่งออกไปทั่วโลกได้ถึง 90%

“การที่ Nestlé ย้ำบทบาทไทยเป็นฐานยุทธศาสตร์ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพเศรษฐกิจมหภาคของเรา โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน และห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง ซึ่งการลงทุนนี้ไม่ได้มีแค่ตัวเงิน แต่ยังรวมถึงการดึงวัตถุดิบจากเกษตรกรไทย ทั้งเนื้อไก่ โปรตีนพืช และธัญพืช เข้าสู่กระบวนการผลิตขั้นสูง ช่วยสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้ภาคเกษตรกรรม” นายเอกนิติ กล่าว

ผนึก BOI รุกดึงอุตสาหกรรมมูลค่าสูง

ในส่วนของทิศทางต่อจากนี้ นายเอกนิติ ได้มอบหมายให้ นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เร่งประสานงาน และติดตามแผนการลงทุนของเนสท์เล่อย่างใกล้ชิด เพื่อสนับสนุนการขยายฐานการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น รวมถึงการใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการส่งออกไปยังตลาดศักยภาพสูง ทั้งในเอเชีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และยุโรป

นอกเหนือจากการลงทุนด้านเม็ดเงิน เนสท์เล่ยังขานรับนโยบายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Upskill & Reskill) ของรัฐบาล ผ่านโครงการ Nestlé Needs Youth และความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาไทย เพื่อพัฒนาหลักสูตรด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง ซึ่งสอดคล้องกับโครงการ Skill Bridge ของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการเชื่อมโยงภาคการศึกษาเข้ากับความต้องการที่แท้จริงของภาคอุตสาหกรรม

การขยับตัวของยักษ์ใหญ่ระดับโลกในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ที่มุ่งเน้นการเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้ามูลค่าสูง (High Value Added) และเป็นการยืนยันว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่หอมหวานสำหรับกลุ่มทุนข้ามชาติในสมรภูมิเศรษฐกิจภูมิภาค

 

 

 


พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์