“เอกนิติ” เปิดใจเข้าสนามการเมือง เผยการทำงานกับอนุทิน ได้ความเป็นอิสระให้โอกาสเดินหน้าแผนเศรษฐกิจทุกอย่าง-ทำคนละครึ่งพลัส เพิ่มวงเงินให้คนเสียภาษี - เติมทักษะร้านค้า ปรับแผนการคลังให้เหมาะสถานการณ์ประเทศ ใช้คืนหนี้ ธ.ก.ส.ในรอบ 10 ปี ปลื้มจากคนละครึ่งพลัส สู่นโยบาย 10 พลัส พรรคเอาไปใช้ในการทำแคมเปญหาเสียงระดับประเทศ
ก่อนหน้านี้ชื่อของ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” เป็นที่รู้จักของสังคมว่าเป็นผู้บริหารดาวรุ่งของกระทรวงการคลัง เคยรับตำแหน่งสำคัญในระดับอธิบดีกรมสำคัญทั้ง กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมธนารักษ์ ในวันที่ได้ลาออกจากราชการมาดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลังในรัฐบาล “อนุทิน” เป็นเวลา 2 เดือนเศษ ขับเคลื่อนงานสำคัญ 5 เสาหลักเศรษฐกิจ ดัน GDP ไตรมาสสุดท้ายของปี จนพ้นหล่มจากที่คาดการณ์ 0.3% มาเป็น 1.8% ยับยั้งการหั่นมุมมอง (Outlook) เศรษฐกิจไทยของ S&P Global เครดิตเรตติ้งระดับโลกหลังจากที่ก่อนหน้าที่จะเข้ามารับตำแหน่งเครดิตเรตติ้ง 2 แห่งหั่น Outlook เศรษฐกิจไทยไปก่อนแล้ว
ช่วงบ่ายวันหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ในวงสัมภาษณ์ของผู้สื่อข่าว “เอกนิติ” เปิดใจถึงการตัดสินใจรับตำแหน่งทางการเมือง และเล่าถึงการรับปากนั่งตำแหน่งเดิมต่อหากพรรคภูมิใจไทย ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
“ตอนที่ออกมาอายุราชการผมเหลือ 6 ปี ก็คิดอยู่นานเหมือนกัน แต่ผมก็มองว่าเศรษฐกิจประเทศไทยปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ไหว จึงตอบรับคำชวนของท่านนายกฯ เข้ามาทำงาน ในการทำงานก็ขอโฟกัสในสิ่งที่ถนัดที่สุดคือ เรื่องเศรษฐกิจ เพราะผมมีความตั้งใจตั้งแต่สมัยรับราชการว่าอยากทำงานให้ประเทศให้ดีที่สุด เมื่อมีโอกาสทำเพื่อประเทศในภาพรวมจึงตัดสินใจก้าวออกมาจากการเป็นราชการ และมาทำงานในตำแหน่งนี้”
“เอกนิติ” ตอบคำถามในเรื่องการตัดสินใจเข้าสู่เวทีการเมือง ในตำแหน่งสำคัญ “รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง” ใน “รัฐบาลอนุทิน” และได้สมัครเป็นสมาชิกของพรรคภูมิใจไทยเมื่อวันที่ 13 ม.ค.69 ที่ผ่านมา
เรื่องการเป็นสมาชิกพรรค เป็นเรื่องที่ทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย บางเรื่องในทางการเมืองมีความจำเป็น “แต่ข้างในใจผมยังเหมือนเดิมครับ”
ส่วนเรื่องการเป็นแคนดิเดตนายกฯ เอกนิติบอกว่าสาเหตุหลักที่ไม่ได้รับก็คือ “ผมยังไม่คุ้นกับการเมืองมากนัก”
“ผมก็คงเหมือนกับทุกคนที่เปลี่ยนงาน ที่ต้องอาศัยการปรับตัว วันนี้ต้องบอกว่าผมยังไม่คุ้นกับการเมือง..คือถ้าเป็นนายกฯ นี่ผมคิดว่ามันต้องไม่ใช่ด้านเดียวนะครับ ต้องมีมิติทางการเมืองด้วย ซึ่งผมขอโฟกัสงานที่ถนัดดีกว่า คือ งานด้านเศรษฐกิจ”เอกนิติ อธิบายเพิ่ม
เมื่อถามว่าในการทำงานในบทบาทหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลร่วมกับ “นายกฯ อนุทิน” ในช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง เอกนิติบอกว่าในการทำงานเขาได้รับ "อิสระ" ในการทำงานมาก สามารถออกแบบนโยบายเศรษฐกิจในแบบที่อยากให้เป็น ซึ่งเรื่องนี้ต้องขอบคุณทั้งนายกรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทย
นายกฯ ให้ความไว้วางใจ และให้อิสระในการทำงาน พร้อมรับฟังข้อเสนอในหลายเรื่อง เช่นวันหนึ่งมีโจทย์ว่าคนละครึ่งพลัสนายกฯ บอกว่าอยากให้แจกด้วยสัดส่วนใหม่คือ 60 : 40 (รัฐจ่าย 60 ประชาชนจ่าย 40) ซึ่งก็ได้กลับไปคิด และได้บอกกับนายกฯว่าขอให้สิทธิ 60% กับกลุ่มผู้ที่ยื่นภาษีเท่านั้นเพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนเข้าสู่ระบบ ซึ่งนายกฯ อนุทินก็ยอมรับในเหตุผล และเงื่อนไขดังกล่าวของนโยบาย รวมทั้งเรื่องที่โครงการคนละครึ่งต้องมีส่วนที่เป็น “พลัส” คือ การเพิ่มทักษะให้กับร้านค้า คนค้าขายด้วย ท่านนายกฯ ก็ให้การสนับสนุน
นอกจากนั้นในเรื่องของการทำแผนการคลังระยะปานกลางฉบับใหม่ ที่ต้องมีการควบคุมวินัยการคลังที่เข้มงวดขึ้นท่านนายกฯ อนุทิน เปิดโอกาสให้นำแผนนี้เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งแผนนี้เรามีเรื่องของการหารายได้เพิ่ม การลดการขาดดุลการคลัง มีแผนการคืนหนี้ที่ชัดเจน ซึ่งแผนนี้ถือว่าสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นให้เครดิตเรตติ้ง นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังสนับสนุนการอนุมัติให้คืนหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้ทำมานานกว่า 10 ปี เรื่องนี้พอเราเสนอไปนายกฯ อนุทิน ก็สนับสนุนเต็มที่ และการคืนหนี้ส่วนนี้มีความสำคัญมากเพราะทำให้เครดิตเรตติ้งเชื่อว่าเราจริงจังในการรักษาวินัยการคลัง แล้วจากนั้นก็มีการเสนอกรอบของการใช้งบประมาณตามมาตรา 28 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ เข้า ครม.เพื่อให้การใช้งบฯ ตรงนี้รัดกุมมากขึ้น
จนมาถึงนโยบาย Quick Big Win และ 10 พลัส ที่กลายมาเป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทยที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้โดยเฉพาะในส่วนของนโยบายพูดแล้วทำพลัส ซึ่งคำว่าพลัสนั้นก็มาจากนโยบาย 10 พลัส ที่นายกฯ และพรรคภูมิใจไทยนำไปใช้เป็นสิ่งที่ตนเอง และทีมงานที่ช่วยกันทำมาก็ดีใจที่ได้มีการนำไปขยายความ และใช้งานต่อ
“วันนี้คำว่าพลัสที่ผม และทีมงานคิดกันว่าเราเอามาต่อยอดโครงการคนละครึ่ง และคิดนโยบาย 10 พลัสตอนนี้เป็นนโยบายของพรรคไปแล้ว ซึ่งเราก็ดีใจกันมากที่สิ่งนี้ได้นำเอาไปขยายความ และนำเสนอต่อ” เอกนิติ กล่าว
ส่วนเป้าหมายสูงสุดในการทำงานเศรษฐกิจ ในฐานะที่ได้รับการวางตัวเป็นรองนายกฯ และ รมว.คลังของพรรคภูมิใจไทยต่อเนื่องในสมัยหน้า ก็คือ การทำให้เศรษฐกิจไทยโตเต็มศักยภาพ GDP ขยายตัว3%+ (3%พลัส) ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ให้คนไทยทั่วประเทศมีรอยยิ้ม
"ผมได้พิสูจน์แล้วว่า 2 เดือนครึ่งที่ผ่านมา ผมทำจริง โฟกัสกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เพื่อที่จะดึงเศรษฐกิจไทยที่เหมือนรถติดหล่มให้ขึ้นมาให้ได้ ซึ่งตอนนี้ทำสำเร็จแล้ว และหากมีเวลา 4 ปี ผมจะทำงานเต็มที่เพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ทำให้คนไทยมีรอยยิ้ม" เอกนิติ กล่าว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





