background-default

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

‘เอกนิติ’ กางแผนปั๊ม GDP ไทยโต ‘3% พลัส’ โชว์ผลงาน 73 วันพา เศรษฐกิจ 'พ้นหล่ม'

‘เอกนิติ’ กางแผนปั๊ม GDP ไทยโต ‘3% พลัส’  โชว์ผลงาน 73 วันพา เศรษฐกิจ 'พ้นหล่ม'

รับหน้าที่เป็นขุนพลเศรษฐกิจคนสำคัญใน “รัฐบาลอนุทิน” สำหรับ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง โดยในการทำงานที่ผ่านมาช่วงเวลา 73 วัน หรือประมาณ 2 เดือนเศษ มีผลงานโดดเด่นที่สามารถทำให้เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ขยายตัวได้ 1.8% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้แค่ 0.3% เท่านั้น

นโยบาย 5 เสาหลัก-ส่งออกดัน GDP โต 1.8%

“เอกนิติ” ให้สัมภาษณ์ว่าการที่เศรษฐกิจไทยในไตรมาสุดท้ายปีก่อนสามารถขยายตัวขึ้นมาได้ 1.8% ตามตัวเลขที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้รายงานถือว่าช่วยให้เศรษฐกิจไทยหลุดพ้นจาก “หล่ม” ได้สำเร็จ

ถือเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงโครงการเศรษฐกิจ 5 เสาหลัก ภายใต้แนวคิด "Quick Big Win" เพื่อฟื้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ตั้งเป้าให้เกิดความสำเร็จในระยะยาว ทั้งนี้ตัวเลขเศรษฐกิจมาจากการการส่งออก และนโยบาย คนละครึ่งพลัส ที่สามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียน ควบคู่ไปกับการเพิ่มทักษะให้กับผู้ขายเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีเพราะเราต้องการผลักดันสิ่งที่เรียกว่า “กระตุ้นสั้นได้ผลยาว” ซึ่งเป็นการต่อยอดโครงการจากคนละครึ่งเดิมให้สามารถเพิ่มทักษะโดยเฉพาะการค้าออนไลน์ให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่มาเข้าร่วมโครงการ

‘เอกนิติ’ กางแผนปั๊ม GDP ไทยโต ‘3% พลัส’  โชว์ผลงาน 73 วันพา เศรษฐกิจ 'พ้นหล่ม'

"ผมได้พิสูจน์แล้วว่า 2 เดือนครึ่งที่ผ่านมาผมทำจริง โฟกัสกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เพื่อที่จะดึงเศรษฐกิจไทยที่เหมือนรถติดหล่มให้ขึ้นมาให้ได้ ซึ่งตอนนี้ทำสำเร็จแล้ว และหากมีเวลา 4 ปี ผมจะทำงานเต็มที่เพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ทำให้คนไทยมีรอยยิ้ม" เอกนิติ กล่าว

‘เอกนิติ’ กางแผนปั๊ม GDP ไทยโต ‘3% พลัส’  โชว์ผลงาน 73 วันพา เศรษฐกิจ 'พ้นหล่ม'

สำหรับเป้าหมายในการทำงานในระยะต่อไปหากได้กลับเข้ามาทำงานในตำแหน่งเดิมอีกคือการสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจไทยให้กลับไปโตได้เต็มศักยภาพอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยวันนี้เราต้องมองตามความเป็นจริงคือที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า อยู่ที่ 2.7% จึงเป็นสาเหตุที่พรรคภูมิใจไทยเราไม่ได้กำหนดเป้าหมายการเติบโตของ GDP ไว้สูงเกินไป แต่เรากำหนดไว้ที่ 3% (Plus)

โดยนโยบายที่พรรคนำเสนอคือ นโยบาย "Thailand 10 Plus" ที่มีเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างมีคุณภาพ ซึ่งเป็นการต่อยอดจากแนวคิด "Plus" (พลัส) ที่เน้นการเติบโตและความยั่งยืนของเศรษฐกิจ โดยมีหัวใจสำคัญคือการ "บวกเพิ่ม" ทั้งในด้านทักษะ (Skill) และมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการเติบโตที่มีคุณภาพและทำได้จริง  โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักคือ

วางแนวนโยบายเติบโตอย่างมีคุณภาพ

1. นโยบายเพื่อการเติบโตอย่างทั่วถึง (Inclusive Growth) ที่มุ่งเน้นการดูแลคนแต่ละกลุ่มเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ได้แก่ 

1) นโยบายคนตัวเล็ก Plus ที่เป็นนโยบายดูแลกลุ่มมนุษย์เงินเดือนและผู้มีรายได้น้อยผ่านกลไกต่าง ๆ เพื่อลดภาระรายจ่าย โดยพรรคมีการเสนอนโยบายค่าไฟฟ้า 3 บาทต่อหน่วยสำหรับครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ใช้วงเงินประมาณ 6.3 หมื่นล้านบาทต่อปี

2) นโยบายสูงวัย Plus เป็นการเตรียมรับมือสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งประชากรกลุ่มนี้จะมีสัดส่วนถึง 20-30% ในอนาคต โดยมุ่งเน้นให้ผู้สูงอายุมีรายได้ พึ่งพาตนเองได้ และไม่เป็นภาระต่อระบบงบป

3) นโยบาย SME Plus: โดยส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็ก โดยเน้นสินค้าที่ "Made in Thailand" เพื่อให้ SME ไทยสามารถแข่งขันและเติบโตได้

4) นโยบายชุมชน Plus: สร้างความเข้มแข็งในระดับท้องถิ่น เพื่อให้คนสามารถทำงานและมีรายได้ในถิ่นฐานบ้านเกิด ไม่ต้องทิ้งครอบครัวเข้ามาหางานในเมืองใหญ่

5) นโยบายธุรกิจ Plus: ส่งเสริมให้ธุรกิจขนาดใหญ่เติบโตควบคู่ไปกับการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก เพื่อให้เกิดการเติบโตไปพร้อมกันทั้งระบบ

ดันนโยบายเพิ่มขีดแข่งขัน 

2. นโยบายเพื่อ การเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน (Competitive Growth) ที่มุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในระยะยาว ได้แก่

1) นโยบายเพื่อการศึกษาเท่าเทียม Plus  โดยนโยบายนี้จะให้ความสำคัญกับโครงการเพิ่มทักษะให้กับประชาชน เพื่อให้มีทักษะสอดคล้องกับอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Skill Bridge)  ที่เป็นการสร้าง "สะพานเชื่อมทักษะ" ให้เรียนฟรีและมีงานทำ โดยเน้นทักษะที่ตลาดต้องการจริง เพื่อช่วยทั้งเด็กจบใหม่และผู้สูงอายุให้มีทักษะใหม่เพื่อรับมือกับโลกในอนาคต เช่นผู้สูงวัยอาจเป็น บาริสต้า หรือทำงานที่ยังสร้างรายได้ หรือเพิ่ม ทักษะดิจิทัล ให้กับแรงงานไทย โดยสิ่งเหล่านี้ภาครัฐจะทำเพิ่มร่วมกับภาคเอกชน

2) เศรษฐกิจสีเขียว Plus หรือ “Green Energy” โดยนโยบายของพรรคภูมิใจไทยจะเร่งรัดการส่งเสริมให้ประเทศไทยมีความพร้อมในเรื่อง "ไฟฟ้าสีเขียว" (Clean Energy) เช่น โซลาร์ฟาร์มบนอ่างเก็บน้ำ (Floating Solar) เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการพลังงานสะอาด เพื่อรองรับการเติบโตของดาต้าเซนเตอร์ และโครงการ Low Carbon City ที่ให้ชุมชนขายคาร์บอนเครดิตได้ โดยร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย  (Exim Bank)

3) นโยบายการลงทุน Plus โดยส่งเสริมให้ประเทศไทยมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม โดยใช้กลไกของกองทุนรวมเพื่อโครงสร้างพื้นฐาน (Thailand Future Fund) เป็นกลไกหลักในการระดมทุนเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การลงทุนเพิ่มของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ที่ต้องมีการลงทุนสายส่งไฟฟ้า หรือโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ โดยการใช้กลไกแบบนี้รัฐบาลไม่ต้องกู้เงินเพิ่มจึงไม่ให้กระทบต่อหนี้สาธารณะ ขณะเดียวกันการใช้กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานก็เป็นกลไกที่ส่งเสริมตลาดทุน

4) นโยบายเทรด Plus  โดยมุ่งเน้นการหาตลาดใหม่ให้กับสินค้าสีเขียวและอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่ไทยมีศักยภาพ

และ 5) นโยบาย Thailand Plus หรือโครงการ BOI Fast Pass ที่ได้มีการริเริ่มกลไกนี้ร่วมกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักลงทุนผ่านระบบ Fast Pass เพื่อเร่งรัดให้เม็ดเงินลงทุนที่อนุมัติการส่งเสริมการลงทุนแล้วกว่า 4.8 แสนล้านบาทให้ลงสู่ระบบเศรษฐกิจจริงโดยเร็วที่สุด

เดินหน้าหลายนโยบายทันทีที่เป็นรัฐบาล 

สำหรับนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยจะเข้ามาสานต่อทันทีหากเป็นรัฐบาลคือ การทำ โครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 โดยใช้งบกลางฯปี 2569 ที่เหลืออยู่ประมาณ 3 หมื่นล้าน อย่างไรก็ตามจากข้อจำกัดในเรื่องบประมาณรูปแบบนั้นอาจทำในส่วนที่ให้กับกลุ่มตกหล่นก่อนตามที่รัฐบาลมีนโยบายไว้

การเดินหน้าต่อในเรื่องนโยบายการแก้หนี้ โดยแก้ไขหนี้เสียภาคประชาชน โดยนโยบายการจัดการหนี้จะเดินหน้าโครงการ "ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ Plus" สำหรับคนที่มีหนี้เสีย (NPL) วงเงินต่ำกว่า 1 แสนบาท โดยใช้เงินกองทุน FIDF เข้ามาช่วยปรับโครงสร้างหนี้ควบคู่กับการให้ความรู้ทางการเงินซึ่งเป็นโครงการที่จะเข้ามาทำต่อเนื่อง

พร้อมทบทวนโยบาย TiSA 

ขณะที่เป้าหมายในการส่งเสริมการออมระยะยาวของประชาชน จะเดินหน้าบัญชีออมส่วนบุคคล (TiSA) เพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว โดย ไม่เก็บภาษีเงินปันผลจากยอดเงินออม 200,000 บาทแรก โดยประชาชนสามารถเลือกหลักทรัพย์ในการออมด้วยตนเอง และกำหนดสิทธิลดหย่อนภาษีให้มีความแน่นอน ส่วนเพดานที่เคยกำหนดไว้ที่ 800,000 บาท นั้นจะมีการทบทวนใหม่ให้มีความเหมาะสม โดยรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย

ดัน 6 อุตสาหกรรมเป้าหมาย 

สำหรับนโยบายการสร้างรายได้เข้าประเทศนั้นจะเน้นการดึงดูดอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยมีศักยภาพสูง โดยจากการพูดคุยกับนักลงทุนในเวที World Economic Forum (WEF) ที่เมืองดาวอส มี 6 อุตสาหกรรมที่เป็นจุดแข็งและดึงดูดนักลงทุนได้จริง ได้แก่

อาหารแห่งอนาคต (Future Food) โดยเฉพาะ อาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food)  อุตสาหกรรม Data Center และ Cloud Service: ที่ปัจจุบันไทยเป็น อันดับ 6 ของโลก และ อันดับ 1 ในอาเซียน ในการดึงดูดการลงทุน อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics) โดยไทยเป็นอันดับ 1 ในอาเซียนด้านแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และห่วงโซ่อุปทาน โดยอุตสาหกรรมเหล่านี้สามารถสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยได้ในอนาคต