สศก. เปิดมุมมองอนาคตปศุสัตว์ไทย ปี69 ชูแนวคิด “เปลี่ยนเกม” รุกตลาดโปรตีนโลก ด้วยมูลค่าและมาตรฐาน ตั้งแต่ระดับฟาร์มไปจนถึงอาหารพร้อมปรุง อาหารพร้อมทาน และสินค้าเพื่อสุขภาพ
นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยภายหลังเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษหัวข้อ“ทิศทางปศุสัตว์ไทย ปี 2569 : ปัญหา อุปสรรค และโอกาส”ในงานครบรอบ 50 ปี สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ฯว่า ปี 2569 ว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะเติบโตแต่ยังอยู่ในภาวะเปราะบาง ตลาดโปรตีนจึงแข่งขันสูงด้วยประสิทธิภาพและมาตรฐานความปลอดภัย ไทยจึงจำเป็นต้อง“เปลี่ยนเกม” (Game Changer)ยกระดับจากเน้นปริมาณ (Volume) สู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Addition) ตั้งแต่ระดับฟาร์มไปจนถึงอาหารพร้อมปรุง อาหารพร้อมทาน และสินค้าเพื่อสุขภาพ โดยวิเคราะห์ผ่าน 3 หลักเศรษฐศาสตร์สำคัญ ดังนี้
1. การเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์ (Demand)ความต้องการโปรตีนไม่ได้เติบโตในเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่เกิดการ “ย้ายชนิด” และ “ย้ายคุณภาพ” ของการบริโภค เช่น ไข่และไก่เป็นโปรตีนพื้นฐานที่ราคาเข้าถึงง่าย เมื่อผู้บริโภคมีรายได้เพิ่มขึ้นอาจไม่ได้บริโภคในเชิงปริมาณมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่มีแนวโน้มที่จะอัปเกรดไปสู่สินค้าแบรนด์เนมที่มีคุณภาพสูงขึ้นและมีความสะดวกในการรับประทาน
สุกร มีการเติบโตระดับปานกลาง แต่มีความอ่อนไหวต่อราคา หากราคาแพงขึ้นผู้บริโภคพร้อมจะสลับไปบริโภคเนื้อไก่แทนได้อย่างรวดเร็ว เนื้อโค ถือเป็นสินค้าพรีเมียม การเติบโตจึงผันแปรตามระดับรายได้ของผู้บริโภค โดยตลาดจะให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความนุ่ม และความสม่ำเสมอของเนื้อเป็นหลัก และน้ำนมตลาดจะแยกออกจากกันอย่างชัดเจนระหว่าง “นมพื้นฐาน” กับ “นมพรีเมียมหรือนมเพื่อสุขภาพ (Functional Milk)” ซึ่งกลุ่มหลังจะเติบโตได้ดีตามเทรนด์สุขภาพและรายได้ที่เพิ่มขึ้น
2. การส่งผ่านราคาที่ลักลั่น (Price Transmission)ต้นทุนการผลิตมักส่งผลกระทบต่อราคาหน้าฟาร์มอย่างรวดเร็ว แต่ราคาขายปลีกกลับมีการปรับตัวที่ “หนืด” หรือช้ากว่า เนื่องจากการบริหารจัดการสต็อกสินค้า สัญญาซื้อขายล่วงหน้า และความกังวลเรื่องการเสียฐานลูกค้า นอกจากนี้ ยังพบปัญหา “ความไม่สมมาตรของราคา” คือ เมื่อต้นทุนขึ้นราคาขายจะปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อต้นทุนลดลงราคาขายมักจะปรับตัวลดลงอย่างช้าๆ โดยเฉพาะในตลาดที่มีผู้ซื้อจำนวนจำกัด
3. ข้อจำกัดด้านอุปทาน (Supply Lags)สินค้าปศุสัตว์แต่ละชนิดมีวงจรการผลิตที่แตกต่างกันทำให้ราคาผันผวนเป็นรอบ เช่น ไก่สามารถปรับปริมาณการผลิตได้เร็วที่สุด ขณะที่สุกร เนื้อโค และน้ำนม ต้องใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงและปรับตัวนานกว่า นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากโรคระบาดและสภาพภูมิอากาศซึ่งอาจทำให้ผลผลิตหายไปในปริมาณมากอย่างกะทันหัน หรือที่เรียกว่า“Tail Risk”(ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นยากแต่ส่งผลกระทบรุนแรง) การบริหารจัดการจึงต้องมองทั้งระบบเพื่อรับมือกับความผันผวน ไม่ใช่มองเพียงแค่ราคาในระยะสั้น
ขณะที่หัวใจสำคัญสู่ความยั่งยืนคือ การออกแบบกลไกผลักดัน “มูลค่าเพิ่ม” ให้ส่งกลับถึงมือเกษตรกรอย่างแท้จริงโดยผ่าน 4 กลไกหลัก1.การจ่ายเงินตามคุณภาพ (Quality-based payment)กำหนดราคาตามเกรดคุณภาพ (เช่น เกรดซากเนื้อ หรือค่าโปรตีน/ไขมันน้ำนม) เพื่อจูงใจการผลิตสินค้าคุณภาพสูง2.ระบบสัญญาแบ่งปันกำไร (Contract + Margin Sharing)เชื่อมราคาหน้าฟาร์มกับราคาขายปลีกจริง เพื่อให้เกษตรกรได้รับส่วนแบ่งจากส่วนต่างกำไรอย่างเป็นธรรม3.โครงสร้างพื้นฐานที่เข้าถึงง่ายจัดให้มีโรงฆ่ามาตรฐานและห้องปฏิบัติการที่ใช้ร่วมกันได้ เพื่อลดต้นทุนและทลายอุปสรรคทางการค้า และ4.ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)ใช้เทคโนโลยีบันทึกข้อมูลเพื่อสร้างความโปร่งใสและพิสูจน์จุดเด่นสินค้า เปลี่ยนคุณภาพให้เป็นมูลค่าเงินที่ตรวจสอบได้จริง
ในการปรับตัวสู่ยุคใหม่ การจัดการอาหารและโภชนาการสัตว์เป็น จุดชี้ขาดสำคัญที่สุด ในการเพิ่มขีด ความสามารถทางการแข่งขัน โดยควรมุ่งเน้นการให้อาหารแบบแม่นยำ (Precision Feeding)เพื่อลดต้นทุนอาหาร สัตว์ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 60-70 ของต้นทุนทั้งหมด ผ่านการนำเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ เช่น เอนไซม์และโปรไบโอติกเพื่อเสริมสร้างสุขภาพลำไส้สัตว์ ลดการใช้ยาปฏิชีวนะ และการจัดการสารพิษเชื้อราในวัตถุดิบอย่างเข้มงวด
นอกจากนี้ ยังมุ่งเป้าการผลิตปศุสัตว์คาร์บอนต่ำด้วยการจัดสูตรอาหารแม่นยำสูง (Precision Formulation) การใช้เอนไซม์จัดการแร่ธาตุ และโภชนาการตามช่วงวัย (Phase Feeding) เพื่อการควบคุมการขับถ่ายของเสีย(N/P Excretion Control) ลดการปล่อยไนโตรเจน (N) และฟอสฟอรัส (P) ทางมูลและปัสสาวะโดยไม่กระทบผลผลิต สำหรับแนวทางรายสินค้านั้น ไก่เนื้อจะมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่นไข่แปรรูปและไข่เหลวสุกรจะเน้น การจัดการของเสียเป็นพลังงานก๊าซชีวภาพและการทำระบบคอมพาร์ทเมนต์เพื่อป้องกันโรค โคเนื้อจะให้ความสำคัญกับ การทำธนาคารอาหารสัตว์ (Forage Bank)เพื่อสำรองเสบียงตลอด 12 เดือนควบคู่กับ ระบบการคัดเกรดเนื้อตาม คุณภาพซาก ส่วนโคนมจะเร่งจัดการความเครียดจากความร้อนด้วยระบบระบายความร้อนในโรงเรือน และการใช้ระบบการจ่ายเงินตามคุณภาพน้ำนม
“ในปี 2569 ปศุสัตว์ไทยจะสามารถก้าวสู่ความสำเร็จและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้ด้วยความสม่ำเสมอ ทั้งการควบคุมต้นทุน การบริหารจัดการโรค การรักษาคุณภาพ และการยกระดับมาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับ พร้อมทั้งต้องทำให้มั่นใจว่ามูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่การผลิต จะถูกส่งกลับคืนถึงมือเกษตรกรอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน”





