นักเศรษฐศาสตร์ ชี้บทเรียน "หวยใบเสร็จ" เตือนพรรคการเมืองอย่าทำแค่ประชานิยม ย้ำต้องแก้โจทย์ 5 ข้อ ปิดช่องโหว่ภาษีมูลค่าเพิ่ม มุ่งเป้า SME และร้านค้านอกระบบ พร้อมแนะใช้ระบบดิจิทัลจ่ายรางวัลทันทีเพื่อจูงใจผู้บริโภค
ศ. ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยบทวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายแก่พรรคการเมืองที่กำลังนำเสนอโครงการ "หวยใบเสร็จ" ในการเลือกตั้งปี 2569 โดยระบุว่า แม้นโยบายนี้จะมีเป้าหมายที่ดีในการดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ฐานภาษี
แต่จากหลักฐานเชิงประจักษ์ใน 34 ประเทศทั่วโลก พบว่านโยบายนี้ไม่ใช่ "ยาวิเศษ" ที่จะแก้ปัญหาได้ทันที แต่เป็นเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่ต้องออกแบบอย่างรัดกุมเพื่อแก้ปัญหาช่องโหว่สุดท้ายของระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ "Last-mile problem"
นายอธิภัทร ชี้ให้เห็นว่า ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มักมีปัญหาในจุดสุดท้าย คือระหว่าง "ร้านค้าปลีกถึงผู้บริโภค" เนื่องจากผู้บริโภคไม่มีแรงจูงใจในการขอใบเสร็จเพราะไม่ได้ผลประโยชน์ใดๆ ทำให้เกิดช่องโหว่เศรษฐกิจนอกระบบฝังตัวอยู่สูง นโยบายหวยใบเสร็จจึงถูกนำมาใช้เพื่อสร้างมูลค่าให้ใบเสร็จในสายตาประชาชน เหมือนที่ไต้หวัน จีน และบราซิล ประสบความสำเร็จมาแล้ว
จากการถอดบทเรียนความสำเร็จและความล้มเหลวของต่างประเทศ รวมถึงบทเรียนของไทยในอดีต นายอธิภัทร ได้สรุป 5 คำถามสำคัญที่ผู้ออกแบบนโยบายต้องตอบให้ได้ เพื่อให้นโยบายนี้สัมฤทธิผลอย่างยั่งยืน
ประเด็นแรกคือ การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (Target transactions) รัฐบาลต้องมีความชัดเจนว่านโยบายนี้จะเล็งเป้าไปที่กลุ่มใดเพื่อขยายฐานภาษีให้มากที่สุด ซึ่งข้อมูลชี้ชัดว่าโครงการจะได้ผลดีที่สุดเมื่อจำกัดวงอยู่ที่กลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และภาคธุรกิจที่ขายสินค้าหรือบริการแก่ผู้บริโภคโดยตรง (B2C) ที่มีความเสี่ยงสูงในการอยู่นอกระบบ
"ความล้มเหลวในอดีตของไทยคือใบเสร็จส่วนใหญ่มาจากร้านค้าใหญ่ที่อยู่ในระบบอยู่แล้ว ทำให้ไม่เกิดการขยายฐานภาษี นโยบายใหม่จึงต้องจำกัดเป้าหมายที่กลุ่ม SMEs และภาค B2C ที่มีแนวโน้มอยู่นอกระบบเป็นหลัก"
ทั้งนี้ การออกแบบนโยบายแบบหว่านแหโดยรวมร้านค้าปลีกรายใหญ่หรือโมเดิร์นเทรดเข้าไปด้วย จะทำให้ผลลัพธ์ในการขยายฐานภาษีเจือจางลง และกลายเป็นการนำงบประมาณไปอุดหนุนธุรกิจที่อยู่ในระบบภาษีดีอยู่แล้ว
ประเด็นที่สองคือ โครงสร้างของรางวัล โดยงานวิจัยพบว่า ประเทศที่ประสบความสำเร็จประเทศที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่เพราะรางวัลใหญ่แต่เป็นระบบที่น่าเชื่อถือและดึงดูดความสนใจ
โดย "รางวัลที่ได้รับทันที" ถึงจะเป็นรางวัลที่มีมูลค่าเล็กแต่ได้บ่อย มีพลังในการกระตุ้นพฤติกรรมผู้บริโภคได้ดีกว่ารางวัลใหญ่ที่ออกช้า โดยข้อสังเกตที่น่าสนใจคือผู้ที่เคยถูกรางวัลจะมีแรงจูงใจให้เกิดการขอใบเสร็จซ้ำๆ จนกลายเป็นนิสัย
นอกจากนี้ ระบบที่ออกแบบให้การเข้าร่วมเป็นไปโดยอัตโนมัติ และมีความยุ่งยากต่ำ จะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าระบบที่ผู้บริโภคต้องมานั่งกรอกข้อมูลลงทะเบียนเอง ซึ่งมักจะได้รับความนิยมเพียงช่วงสั้นๆ แล้วแผ่วลง
สำหรับประเด็นที่สี่ ซึ่งมีความสำคัญต่อโครงสร้างเศรษฐกิจคือ ความคุ้มค่าในการเข้าระบบของ SME ผู้ออกแบบนโยบายต้องตอบให้ได้ว่าระบบนี้จะทำให้ SMEs อยู่รอดในฐานภาษีได้อย่างไร เพราะหากการเข้าระบบมาพร้อมกับภาระทางเอกสารที่ซับซ้อน ผู้ประกอบการย่อมเลือกที่จะอยู่นอกระบบต่อไป ดังนั้น โครงการหวยใบเสร็จที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศ จึงมักทำควบคู่ไปกับการใช้ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มแบบง่าย เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ผู้ประกอบการรายย่อยจนเกินไป
ประเด็นสุดท้ายคือ การบริหารจัดการความเสี่ยง โดยรัฐต้องดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นหูเป็นตา ผ่านช่องทางรับแจ้งเบาะแส (Whistle-blowing channels) ซึ่งข้อมูลระบุว่าร้านค้าที่ถูกลูกค้าร้องเรียนเรื่องไม่ออกใบเสร็จเพียงครั้งแรก จะมีการปรับตัวและออกใบเสร็จถูกต้องเพิ่มขึ้นทันที
นายอธิภัทร กล่าวทิ้งท้ายว่า หวยใบเสร็จไม่ใช่ยาวิเศษที่จะเสกให้เศรษฐกิจนอกระบบหายไปได้ในชั่วข้ามคืน แต่เป็นเครื่องมือที่ต้องอาศัยรายละเอียดในการออกแบบที่ลึกซึ้ง
หากรัฐบาลทำโดยไม่คำนึงถึงโครงสร้างระบบ VAT และแรงจูงใจที่แท้จริง นโยบายนี้ก็จะกลายเป็นเพียง "หวย" ทั่วไปที่ไม่ช่วยสร้างฐานภาษีที่ยั่งยืน และอาจต้องใช้เวลาเตรียมความพร้อมด้านกฎหมายและระบบไอทีอย่างน้อย 2-3 ปี จึงจะเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม





