การเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.2569 เป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญของเศรษฐกิจไทยท่ามกลางปัญหารุมเร้า เช่น ภาวะหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง กำลังซื้อประชาชนตกต่ำ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ทำจุดเติบโตต่ำสุดรอบ 30 ปี หากไม่รวมปีที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ
ส่วนหนี้สาธารณะขยับสูงใกล้ชนเพดาน 70% ของจีดีพี ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของพรรคการเมืองที่เข้ามาเป็นรัฐบาลที่ต้องแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นที่ต้องลดค่าครองชีพ ขณะที่ระยะยาวต้องวางแผนสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจเพื่อสร้างการเติบโต และปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
“กรุงเทพธุรกิจ” รวบรวมนโยบายเศรษฐกิจของ 3 พรรค ที่มีโอกาสเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลทั้งนโยบายระยะสั้น และระยะยาว ได้แก่ พรรคประชาชน (ปชน.), พรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ดังนี้
-
“ประชาชน” ยึดความเพียงพอของงบ
1.พรรคประชาชน โดย นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นโยบายเศรษฐกิจมีทั้งระยะสั้น และระยะยาว โดยพิจารณาความเพียงพอของงบประมาณรายจ่าย
สำหรับมาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทันที 100 วันแรกที่เป็นรัฐบาล ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง จะเติมเงิน 1,000 บาท ให้ประชาชน 12 ล้านคน เพื่อซื้อสินค้าจากรายย่อย และโครงการหวยใบเสร็จ SMEs ใช้หวยใบเสร็จวงเงิน 1,000 ล้านบาทต่อเดือน เป็นแรงจูงใจดึง SME เข้าระบบภาษี
ทั้งนี้ จะใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมอย่างแอป “เป๋าตัง” โดยประชาชนที่ซื้อของร้านโชห่วยครบ 500 บาท จะได้รับสลากดิจิทัลลุ้นรางวัล 500 ล้านบาทต่องวด เพื่อสร้างแต้มต่อให้ร้านค้ารายย่อยสู้ห้างใหญ่
รวมทั้งเน้นสร้างสภาพคล่อง และกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกลไกที่พร้อมใช้งาน โดยออกสินเชื่อ 250,000 ล้านบาท สำหรับ SMEs แบ่งเป็นสินเชื่อ ระดับ S วงเงิน 50,000 ล้านบาท โดยให้บรรษัทค้ำประกันสินเชื่อขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันสินเชื่อเพิ่มเป็น 30% จากเดิม 15%
ส่วนระดับ M สินเชื่อวงเงิน 100,000 ล้านบาท ดอกเบี้ยต่ำ 3% และภาคอสังหาริมทรัพย์ และก่อสร้างปล่อยสินเชื่อวงเงิน 100,000 ล้านบาท สนับสนุนผู้ต้องการมีบ้านหลังแรก และระบายสต๊อก และกระตุ้นห่วงโซ่อุปทานวัสดุก่อสร้าง
ขณะที่การปรับค่าแรงขั้นต่ำปรับทันทีเป็น 350-420 บาท และใช้สูตรปรับขึ้นทุกปีตามค่าครองชีพ ขณะที่การแก้หนี้จะใช้นโยบายปลดหนี้ให้เกษตรกรอายุ 70 ปีขึ้นไปทันที และปลดหนี้เกษตรกรที่จ่ายคืนเกินเงินต้นแล้ว
นอกจากนี้ นโยบายระยะยาว นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน อธิบายว่า มีนโยบายลงทุน Smart Grid (Smart Meter) รวม 4-5 แสนล้านบาท ระยะ 10 ปี อัปเกรดระบบสายส่ง เปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าเป็นระบบดิจิทัล 30 ล้านตัว ประชาชนไม่ต้องลงทุน โดย 4 ปีแรกเริ่มที่กรุงเทพฯ และภาคตะวันออกครอบคลุมใช้ไฟเกือบ 70%
รวมทั้งสนับสนุนตลาดไฟฟ้าเสรี และส่งเสริมเป็นศูนย์กลางพลังงานอาเซียน โดยส่งพลังงานสะอาดไปมาเลเซีย และสิงคโปร์ เพื่อเก็บค่าสายส่งไฟฟ้าเป็นรายได้ และทำควบคู่ปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าลง 40-70 สตางค์ต่อหน่วย หรือ 10%
ส่วนนโยบายคุณภาพชีวิตให้ความสำคัญกับรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าตั้งแต่เด็กจนถึงบำนาญ ที่เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุเป็น 1,500 บาทต่อเดือน
-
“เพื่อไทย” เติมเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ
2.พรรคเพื่อไทย โดย นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ส่วนแรกเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเติมเงินเข้าระบบเศรษฐกิจเร่งด่วนมีโครงการ “ยิ่งกว่าพลัส 70:30” คล้ายนโยบายคนละครึ่งแต่รัฐช่วยจ่าย 70% และประชาชนจ่าย 30%
นอกจากนี้มีโครงการ “สร้างเศรษฐีเงินล้าน” แจกรางวัลละ 1 ล้านบาท วันละ 9 รางวัล โดยสุ่มรางวัลจากใบเสร็จร้านค้าที่เข้าระบบ และจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นการหาเงินเข้ารัฐจากการดึงคนเข้าระบบภาษี ซึ่งจะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นปี 1 แสนล้านบาท ถือเป็นการลงทุนคุ้มค่าเพราะแต่ใช้งบประมาณต่อปี 3,000 ล้านบาท
ส่วนนโยบายแก้หนี้จะล้างหนี้เสียให้ประชาชน สำหรับหนี้ไม่มีหลักประกัน และเป็นหนี้เสีย (NPL) ไม่เกิน 2 แสนบาท ให้จ่ายเพียง 10% เพื่อปิดหนี้ได้ นอกจากนั้นมีนโยบายพักหนี้เกษตรกร 3 ปี
ขณะที่การลดค่าครองชีพจะลดค่าไฟเหลือ 3.70 บาท และการเติมเงินให้ประชาชนที่มีรายได้ไม่ถึง 3,000 บาทต่อเดือน ที่ถือว่ามีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน
ส่วนนโยบายระยะต่อไปที่จะสานต่อให้สำเร็จ คือ โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และผลักดันนโยบายหวยเกษียณเพื่อเป็นเงินออมที่ได้คืนเมื่ออายุครบ 60 ปี
สำหรับนโยบายระยะยาวปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไทยต้องมี Flagship ที่ชัดเจนในการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ โดยควรผลักดันเป็นศูนย์กลางปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้านที่ถนัด และได้เปรียบ ดังนี้
1.อาหาร โดยการเกษตรเป็นรากฐานสำคัญ ที่ไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ และเป็นต้นน้ำของอาหาร และวัสดุขั้นสูง โดยจะเพิ่ม Productivity และเพิ่มมูลค่า และควรใช้ AI มาเสริมให้อาหารไทยเป็นอันดับ 1 ของโลก
2.การแพทย์ ควรส่งเสริม Medical AI Hub ให้เป็น Data Center สำหรับ Medical AI เพราะมีข้อจำกัดพลังงานหมุนเวียน โดยโครงสร้างพื้นฐานต้องถูกสร้างแบบ Project Base รวมถึงดึงนักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะการผลิตชิป (IC) หรือวัสดุภายในที่เกี่ยวข้อง
-
“ภูมิใจไทย” ดันต่อ “คนละครึ่งพลัส”
3.พรรคภูมิใจไทย โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยกำหนดนโยบาย “พูดแล้วทำพลัส” โดยวางตัวรัฐมนตรีในตำแหน่งสำคัญ เช่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์
นโยบายเศรษฐกิจระยะสั้นที่พรรคภูมิใจไทยกำหนด ได้แก่ การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านคนละครึ่งพลัส เฟส 2 เพื่อลดภาระค่าครองชีพทันที และปฏิรูปบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่จะเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ เป็นการทำงานผ่านแนวคิดกระตุ้นสั้นได้ผลยาว
ส่วนนโยบายแก้หนี้จะเดินหน้ามาตรการปิดหนี้ไวไปต่อได้ ให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยพักหนี้ 3 ปี หยุดเงินต้น ปลอดดอกเบี้ยให้ผู้เข้าโครงการ ปัจจุบันมีคนสมัคร 300,000 คน ตั้งเป้า 1,300,000 คน และโครงการ SMEs ต่อลมหายใจ มีนโยบายที่ตั้งกองทุนใหม่ค้ำประกันเพื่อให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยให้ SMEs มากขึ้น เพื่อให้ SMEs เดินต่อได้
ขณะที่การลดค่าไฟฟ้าตั้งเป้าไม่เกิน 3 บาท สำหรับครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยแรก
ส่วนเป้าหมายเศรษฐกิจระยะยาว นายเอกนิติ กล่าวว่า มีนโยบาย10 พลัส มีเป้าหมายให้จีดีพีขยายตัวระดับ 3% โดยเพิ่มการลงทุนประเทศให้อยู่ระดับ 30% ของจีดีพี ภายใน 4 ปี มีเป้าหมายอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) Data Center และ AI ผ่านโครงการ Thailand fast pass ที่ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
ทั้งนี้ มีเป้าหมายให้ไทยมีบทบาทในเศรษฐกิจโลก และเวทีโลก โดยหลังจากหารือกับภาคธุรกิจระหว่างการประชุม World Economic Forum ที่ดาวอส ดึงธุรกิจมาลงทุนไทยถึง 5 แสนล้านบาท จึงเห็นความสำคัญในการเจรจากับบริษัทระดับโลกเพื่อส่งเสริมการลงทุน
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





