ประเทศไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพงานสำคัญระดับโลกในปี 2569 หลายงาน ซึ่งจะเป็นการแสดงถึงศักยภาพและบทบาทของประเทศไทยต่อเวทีนานาชาติ โดยในอดีตไทยเคยเป็นเจ้าภาพงานระดับโลกหลายครั้ง
ในปี 2546 ไทยเป็นเจ้าภาพการจัดการประชุมเอเปค (APEC Summit) ครั้งที่ 15 มีผู้นำจาก 21 เขตเศรษฐกิจที่มีผู้นำเข้าร่วม เช่น นายจอร์จ ดับเบิลยู บุช ประธานาธิบดีสหรัฐ, นายหู จิ่นเทา ประธานาธิบดี และวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย และต่อมาปี 2566 ไทยกลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้ง ซึ่งเอเปคถือเป็นการรวมกลุ่มของเขตเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
ขณะที่ปี 2534 ไทยเป็นเจ้าภาพประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Group Annual Meetings) ซึ่งเป็นเวทีที่นำเสนอทิศทางเศรษฐกิจและการรับมือเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก โดยในปี 2569 ไทยได้กลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในรอบ 35 ปี
Gastech 2026 ดันไทยศูนย์กลางพลังงาน
ในปี 2569 จึงมีความสำคัญที่ไทยจะเป็นเจ้าจัดงานระดับนานานาชติที่สำคัญถึง 3 งาน โดยเริ่มจากการเป็นเจ้าภาพการจัดงาน Gastech 2026 นับเป็นการกลับมาจัดงานในภูมิภาคเอเชียอีกครั้งในรอบ 3 ปี ซึ่งเป็นงานด้านก๊าซธรรมชาตินวัตกรรมพลังงาน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ การเสวนาและการประชุมในหัวข้อด้านพลังงานมีผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ผู้ประกอบการ และผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลก
Gastech 2026 จัดขึ้นวันที่ 14-17 ก.ย.2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมนานาชาติไบเทค (BITEC) กรุงเทพฯ โดยจะแสดงศักยภาพของไทยในเวทีด้านพลังงานระดับนานาชาติ และกระทรวงพลังงานวางเป้าหมายผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาดของภูมิภาค ซึ่งจะมีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วม เช่น กลุ่ม ปตท., บี.กริม, บ้านปู, ราช กรุ๊ป, เอ็กโก กรุ๊ป
ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานผลักดันให้เป็นเวทีด้านพลังงานสำคัญระดับโลกในการส่งเสริมความร่วมมือและการเจรจาด้านพลังงานระดับนานาชาติ ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมงานกว่า 50,000 คน ผู้แสดงสินค้ากว่า 1,000 ราย และวิทยากรที่เชี่ยวชาญกว่า 1,000 รายทั่วโลก ร่วมถ่ายทอดมุมมองและแนวทางการก้าวสู่ยุคสมัยใหม่แห่งการเติบโตของอุตสาหกรรมพลังงาน ทั้งในเอเชียและในระดับโลก
นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การที่ Gastech เลือกจัดงานในเอเชีย สะท้อนบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาคต่ออนาคตพลังงาน โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เป็นหนึ่งในตลาดพลังงานศักยภาพสูง ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง การขยายตัวอย่างรวดเร็วของประชากร ประกอบกับความต้องการพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น
สำหรับการประชุมครั้งนี้ไทยจะนำเสนอความร่วมมืออุตสาหกรรมพลังงาน โดยเป็นช่วงสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Transition Fuel) ที่ไทยเห็นความสำคัญของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่กำลังมีบทบาทสำคัญด้านพลังงานของประเทศโดยเฉพาะภาคการผลิตไฟฟ้า
ตลอดจนสนับสนุนการลงทุนและนวัตกรรมที่จำเป็นต่อการสร้างอนาคตพลังงานที่เข้มแข็ง ยั่งยืน ตอบโจทย์การปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ พัฒนาพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นส่วนสำคัญในการลดการปล่อยคาร์บอน
เวที IMF-World Bank สู้โลกแตกขั้ว
นอกจากนี้ ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ในวันที่ 12-18 ต.ค.2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นการประชุมระดับโลกที่จะมีรัฐมนตรีคลัง และผู้ว่าการธนาคารกลาง จาก 191 ประเทศเข้าร่วม
สำหรับแนวคิดหลักที่ไทยกำหนดในฐานะประเทศเจ้าภาพของการประชุมคือ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ของไทยในบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
ทั้งนี้จะมีการประชุมอย่างเป็นทางการในระดับรัฐมนตรี และผู้ว่าการธนาคารกลาง และระดับอื่นกว่า 1,000 รายการ อาทิ
1.การประชุมเต็มคณะของผู้ว่าการธนาคารโลก และ IMF
2.การประชุมคณะกรรมการพัฒนาของธนาคารโลก
3.การประชุมคณะกรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMFC)
4.การประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ว่าการธนาคารกลาง G20 และ G24
5.การประชุมระดับพหุภาคี และทวิภาคีต่างๆ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การจัดงานตามแนวคิด Thailand’s New Horizons แปลได้ว่าประเทศไทยในขอบฟ้าใหม่ ใส่พลังไปที่คน ทนทานต่อความเสี่ยง ในบริบทโลกยุคใหม่ที่มีความปั่นป่วน และแตกขั้ว (Polarized World)
รวมทั้งไทยจะแสดงบทบาทเป็นตัวกลางที่รวมขั้ว และสร้างความร่วมมือได้รวมถึงมองการเติบโตที่มากกว่าแค่ตัวเลขเศรษฐกิจ แต่เป็นการเติบโตจากภายในที่เข้มแข็ง
“การประชุม IMF-World Bank Annual Meetings นี้ เปรียบได้กับโอลิมปิกของภาคการคลัง และการเงิน ประเทศไทยเราไม่เคยมีโอกาสได้จัดโอลิมปิกด้านกีฬา แต่ไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะจัดโอลิมปิกด้านการคลัง และการเงินของโลกได้” นายเอกนิติ กล่าว
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.เตรียมผลักดันแนวคิด “Safe and Inclusive Digital Finance for Financial Wellbeing” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ระบบการเงินปลอดภัย มั่นคง และเข้าถึงได้ หรือควบคู่ไปกับการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค
ทั้งนี้ การดำเนินงานประกอบไปด้วยสามเสาหลักได้แก่ การเดินหน้าลดทุจริตภัยดิจิทัล การเสริมสร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ และการพัฒนาความพร้อมระบบนิเวศดิจิทัลเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตทางการเงินของประชาชนทุกกลุ่ม
ปิดท้ายปลายปี “มหกรรมพืชสวนโลก” อุดรธานี
มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พ.ย.2569 - 14 มี.ค.2570 ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี ภายใต้แนวคิด “Diversity of Life - ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน”
ขณะการดำเนินการจัดเตรียมงานและจัดเตรียมพื้น ณ เดือน ม.ค.2569 มีความคืบหน้าไปแล้ว 34% โดยได้มีการเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือน พ.ค.2568 ซึ่งถือว่าเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมีความพร้อมในการจัดงานจะดำเนินการได้ทันตามกำหนด
คณะกรรมการสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) ได้เข้ามาสำรวจ ติดตามและประเมินโครงการ ซึ่งเป็นการยืนยันความพร้อมของไทยในการจัดงาน
สำหรับการดำเนินการก่อสร้างพื้นที่จัดแสดง คาดว่าจะดำเนินการเสร็จสิ้นในช่วงเดือน ก.พ.2569 จากนั้นจะตกแต่งในรายละเอียดรวมถึงจะเปิดให้ประเทศผู้ร่วมจัดแสดงเข้าพื้นที่ในช่วงเดือน ส.ค.2569 เพื่อเตรียมนิทรรศการและเพื่อให้พืชที่นำมาจัดแสดงฟื้นตัว โดยได้รับการติดต่อจากประเทศพันธมิตรแล้ว 15 ประเทศ ที่แสดงร่วมจัดนิทรรศการพืชสวนโลก อาทิ สหรัฐ เนเธอแลนด์ เกาหลีใต้
สำหรับ การจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี วงเงิน 2,500 ล้านบาท แม้จะอยู่ระดับ B ตามการจัดประเภทของสมาคมพืชสวนโลกระหว่างประเทศ (AIPH) แต่เป็นครั้งแรกของโลกในการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกบนพื้นที่ชุ่มน้ำ (Wet Land) ซึ่งมี 6 โซน อาทิ
- โซนสวนนานาชาติ
- โซนอาคารเรือนกระจก (Greenhouse)
- โซนพื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมการเกษตรที่ทันสมัย
- โซนสวนป่าคาร์บอนเครดิตและเรือนเพาะชำ
นอกจากนี้ ยังมี เวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้วิชาการด้านเกษตร นวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลก, การส่งเสริมการเกษตรสู่เกษตรแม่นยำสูง (Precision Agriculture) และพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น, โอกาสทางการค้าการลงทุนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง
การจัดงานดังกล่าว คาดว่าจะมีผู้เข้าชมประมาณ 3.6 ล้านคน ในจำนวนนี้ 70 % จะเป็นคนไทย และที่เหลือเป็น ชาวต่างชาติ 30 % คาดว่าจะมีเงินสะพัด 3.2 หมื่นล้านบาท มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) กว่า 2 หมื่นล้านบาท การจ้างงาน 8.1 หมื่นอัตรา รายได้จากการเก็บภาษี 7.7 พันล้านบาท





