อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยซึ่งได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา เริ่มส่งสัญญาณความสำเร็จอย่างชัดเจน สะท้อนจากยอดจดทะเบียนรถ BEV ที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.2 แสนคัน เติบโต 62%YoY และมีส่วนแบ่งยอดขายมากกว่า 20% ของตลาดรถยนต์นั่งทั้งหมด
ขณะเดียวกัน นโยบายภาครัฐในการดึงดูดการลงทุนสร้างฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศก็ได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้ผลิตรถยนต์หลากหลายแบรนด์ ทั้งค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง BYD GWM Changan และ CHERY ที่ต่างปักหมุดตั้งโรงงานในเขต EEC ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์หลักในการพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า
ผลจากการเข้ามาตั้งฐานการผลิตภายในประเทศทำให้ปริมาณการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด
โดยในช่วงปี 2023–2025 ไทยมีการผลิตรถ BEV สะสมอยู่ที่ราว 70,000 คัน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการผลิตเพื่อชดเชยการนำเข้าตามเงื่อนไขของมาตรการส่งเสริม EV แต่ในระยะถัดไป เมื่อผู้ผลิตส่วนใหญ่เริ่มเดินสายการผลิตอย่างเต็มรูปแบบมากยิ่งขึ้น ไทยจะมีศักยภาพการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่อาจสูงถึงกว่า 500,000 คันต่อปี[1] ภายใต้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นนี้ ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าต่างวางกลยุทธ์การตลาดทั้งในประเทศควบคู่ไปกับการขยายตลาดส่งออก อาทิBYD ได้เริ่มส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในไทยไปยังตลาดยุโรป ขณะที่ MG และ GWM ต่างวางแผนเจาะตลาดอาเซียน ด้วยการส่งออกรถ xEV ที่ผลิตในประเทศไทย ดังนั้น แนวโน้มการต่อยอดบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลาง
การผลิตและส่งออกยานยนต์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก จึงไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป แต่การจะรักษาและยกระดับบทบาทดังกล่าวให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางทิศทางการค้าโลกอันผันผวนและการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น จำเป็นต้องอาศัยการขยายโอกาสและกระจายความเสี่ยงของตลาดส่งออก ทั้งนี้ SCB EIC ประเมินว่า 3 ตลาดศักยภาพสำหรับการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศไทยประกอบด้วย 3 กลุ่มสำคัญ ดังนี้
1) ตลาดออสเตรเลียและอาเซียน เป็นตลาดหลักที่ไทยได้เปรียบจากการเป็นคู่ค้าดั้งเดิม กอปรกับกระแสนิยม EV
ก็เติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะแรงหนุนจากทั้งมาตรการภาครัฐที่ช่วยกระตุ้นอุปสงค์ การเข้ามาทำตลาดของผู้ผลิตจากจีน รวมถึงการเริ่มดำเนินนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะในออสเตรเลีย
2) ตลาดยุโรป ถือเป็นฐานลูกค้าศักยภาพในการเติบโตระยะกลาง-ยาว เพราะมีการบังคับใช้นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะเป้าหมายยุติการจำหน่ายรถยนต์สันดาปภายในปี 2035[1] อย่างไรก็ตาม การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ก้าวขึ้นมาเป็นฐานการส่งออกไปยังตลาดยุโรปยังคงเผชิญความท้าทายในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม มาตรฐานคุณภาพสินค้าและความปลอดภัยที่สูงกว่าตลาดเอเชีย รวมถึงการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงจากทั้งค่ายรถยุโรปและผู้ผลิตจากจีน
3) ตลาดเกิดใหม่ในตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา โดยแม้ว่าระดับความตื่นตัวต่อกระแสรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่หลายประเทศก็เริ่มมีนโยบายสนับสนุนการใช้ EV กันมากขึ้น ควบคู่กับความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าในระดับราคาที่เข้าถึงได้ ซึ่งสอดคล้องกับจุดแข็งของการผลิตในประเทศไทย
การคว้าโอกาสการเติบโตจากตลาดศักยภาพเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยบทบาทเชิงรุกจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการเร่งเจรจาขยายตลาดส่งออกใหม่ ๆ การใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี ควบคู่ไปกับการเร่งพัฒนาห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศให้เข้มแข็งและสามารถเติบโตไปพร้อมกับผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ โดยเมื่อทุกองคาพยพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสามารถขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน กิจกรรมการผลิตและส่งออกรถยนต์ของไทยก็จะสามารถยืนหยัดเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน
------------
[1] ข้อมูลสถิติการจดทะเบียนรถใหม่ประเภท รย.1 จากกรมการขนส่งทางบก
[1] ประเมินจากกำลังการผลิตของแต่ละค่ายผู้ผลิตรถยนต์ที่ลงทุนและวางแผนการลงทุนในประเทศไทย ซึ่งประกาศไว้แล้ว ณ ปี 2025
[1] อ้างอิงข้อมูลจากกฎหมาย EU Regulation ที่ตั้งเป้าลด CO₂ ของรถยนต์ใหม่ให้เป็น 100% แต่ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการนำไปปฏิบัติและอาจมีการทบทวน/แก้ไข





