วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ส่องโมเดล กบข. สูตรสำเร็จกองทุน พิชิตผลตอบแทนหนุนสมาชิกเกษียณสุข

ส่องโมเดล กบข. สูตรสำเร็จกองทุน พิชิตผลตอบแทนหนุนสมาชิกเกษียณสุข

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและปัจจัยเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุมเร้าในปีที่ผ่านมา กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ที่มีมูลค่าสินทรัพย์ประมาณ 1.49 ล้านล้านบาท มีสมาชิกราว 1.27 ล้านคน กลับสามารถสร้างผลงานที่โดดเด่นและน่าจับตามอง โดยในปี 2568 กบข. สามารถสร้างผลตอบแทนกองสมาชิกเฉลี่ยได้ถึง 5.18%

โดย "กรุงเทพธุรกิจ" ถอดรหัส 5 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ กบข. สามารถดำเนินการบริหารสินทรัพย์และได้ผลตอบแทนสูงกว่าเป้าหมาย ซึ่งความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่เกิดจากการวางโครงสร้างการบริหารงานอย่างรัดกุม เป็นระบบ และมีความเป็นมืออาชีพ

1.โครงสร้างกรรมการทรงพลัง

จุดแข็งสำคัญของโมเดล กบข. เริ่มต้นจากโครงสร้างคณะกรรมการที่เปี่ยมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ โดยมี นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ กบข.

องค์ประกอบของคณะกรรมการ กบข. นั้นถือเป็นการรวมตัวของหน่วยงานเสาหลักทางเศรษฐกิจและกฎหมายของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้แทนหน่วยงานรัฐต่างๆ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งโครงสร้างนี้สร้างความเชื่อมั่นในด้านธรรมาภิบาลและการกำหนดนโยบายมหภาคได้อย่างดีเยี่ยม

นายลวรณ กล่าวว่า สิ่งที่ กบข. ให้ความสำคัญคือคณะอนุกรรมการการลงทุน ซึ่งได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการลงทุนระดับเบอร์ต้นๆ ของประเทศเข้ามาร่วมกำหนดทิศทาง โดยยึดหลักการบริหารจัดการที่อิงมาตรฐานสากล เน้นความปลอดภัยของเงินต้น แต่ต้องบริหารให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีที่สุด (Enhance return on safety) ภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้

2.ทีมบริหารมืออาชีพ

ในระดับปฏิบัติการ ความสำเร็จของ กบข. ขับเคลื่อนโดยทีมผู้บริหารที่เป็นมืออาชีพ นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการ กบข. ระบุว่าความสำเร็จในวันนี้เกิดจากการทำงานเป็นทีมที่สอดประสานกันอย่าง ทั้งสายงานการลงทุน ที่ดูแลพอร์ตลงทุนกว่า 18 ประเภทสินทรัพย์ทั่วโลก และสายงานยุทธศาสตร์ ที่ร่วมกันกำหนดกลยุทธ์ Strategic Asset Allocation ให้สอดคล้องกับสถานการณ์

ทั้งนี้ หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ทีมบริหารนำมาปรับใช้คือการ "นิยามสินทรัพย์ใหม่" โดยเปลี่ยนจากมุมมองเดิมที่แบ่งเป็น "สินทรัพย์มั่นคง" กับ "สินทรัพย์เสี่ยง" มาเป็น "สินทรัพย์เชิงรุก" เพื่อสร้างการเติบโต และ "สินทรัพย์เชิงรับ" เพื่อป้องกันความผันผวน

การปรับมุมมองนี้ทำให้ กบข. สามารถบริหารจัดการพอร์ตได้อย่างยืดหยุ่น เช่น การใช้ทองคำเป็นสินทรัพย์เชิงรับเพื่อปิดความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดผันผวน จนสามารถสร้างผลตอบแทนจากแผนทองคำได้สูงถึง 52.78% ในปีที่ผ่านมา

3.หัวใจการลงทุน "ความเข้าใจ"

นายทรงพล กล่าวถึงการลงทุนที่สำคัญที่สุดของ กบข. ว่า การคัดเลือกสินทรัพย์เข้าพอร์ตนั้น ปัจจัยเรื่องราคาหรือค่าธรรมเนียมเป็นเรื่องรอง แต่สิ่งที่ต้องมาเป็นอันดับแรกคือ "ความเข้าใจในสินทรัพย์"

"สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณต้องเข้าใจว่าคุณไปลงทุนอะไร การไม่ลงทุนคือความเสี่ยง การลงทุนโดยไม่เข้าใจคือความเสี่ยง ดังนั้นการลงทุนและเข้าใจและเลือกสินทรัพย์ให้เหมาะสม เป็นสิ่งที่ต้องทำ" นายทรงพล กล่าว

ทั้งนี้ การคัดเลือกสินทรัพย์ หรือแม้แต่การจ้างผู้บริหารจัดการภายนอก (Outsource) ปัจจัยสำคัญอันดับ 1 คือทีมงานต้องเข้าใจสินทรัพย์นั้น ๆ อย่างถ่องแท้ ต้องตอบคำถามคณะกรรมการได้ หากตอบไม่ได้ก็จะไม่ลงทุน โดยต้องดูพฤติกรรมของสินทรัพย์นั้นๆ ว่าเมื่อเกิดสงคราม หรือเทคโนโลยีเปลี่ยนไป สินทรัพย์จะมีการเติบโตหรือได้รับผลกระทบอย่างไร

4.ค่าบริหารจัดการต่ำ-แอปฯ "My GPF" เขียนเอง

นายทรงพลกล่าวต่อว่า ค่าบริหารจัดการของ กบข. นั้นถือว่าต่ำมาก เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรม ในขณะที่กองทุนรวมทั่วไป (บลจ.) มักคิดค่าธรรมเนียมเป็นเปอร์เซ็นต์จากมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) แต่ กบข. ใช้ระบบการคิดค่าใช้จ่ายตามต้นทุนจริง (Actual Cost) ซึ่งประกอบด้วยเงินเดือนบุคลากรและค่าดำเนินการต่าง ๆ เท่านั้น ทำให้ตัวเลขค่าใช้จ่ายเมื่อคิดเป็นสัดส่วนต่อเงินกองทุนจึงอยู่ในระดับที่ต่ำมาก

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกจับตามองคือต้นทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับสมาชิก ซึ่ง กบข. ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ โดยนายทรงพลเปิดเผยว่า ระบบแอปพลิเคชัน "My GPF" รวมถึงระบบหลังบ้าน (Back Office) ส่วนใหญ่เป็นการพัฒนาขึ้นเองโดยบุคลากรภายใน (In-house)

"ส่วนใหญ่แอปพลิเคชันเราเขียนเอง เราให้ Requirement แล้วทีมงานของเราก็เขียนโปรแกรมเอง" นายทรงพลกล่าว

5.หนุนสมาชิกเลือกแผนที่ใช่ เพื่อพิชิตเงินเฟ้อ

โมเดลความสำเร็จของ กบข. จะสมบูรณ์ไม่ได้หากขาดความเข้าใจจาก "สมาชิก" เป้าหมายหลักของกองทุนคือการสร้างผลตอบแทนให้ "ชนะเงินเฟ้อ" เพื่อให้สมาชิกมีกำลังซื้อที่เพียงพอหลังเกษียณ โดยตั้งเป้าผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อเฉลี่ย 10 ปี บวก 2% สำหรับแผนพื้นฐานทั่วไป และบวก 3% สำหรับแผนสมดุลตามอายุ

ในปี 2568 ที่ผ่านมา สมาชิกมีความตื่นตัวและมีความเข้าใจในการลงทุนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยพบว่าสมาชิกมีการปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนด้วยตนเองเพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น แผนทองคำมีสมาชิกเลือกเพิ่มขึ้นกว่า 800% และแผนหุ้นต่างประเทศเพิ่มขึ้น 176% สะท้อนให้เห็นว่าสมาชิกเริ่มบริหารจัดการความมั่งคั่งของตนเองเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมาย "เกษียณมีสุข" ที่ประกอบด้วย การมีเงินใช้ ไร้หนี้ และสุขภาพดี

ทั้งนี้ ในปี 2569 กบข.ยังคงมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าภายใต้โมเดลแห่งความสำเร็จนี้ โดยเตรียมศึกษาโครงการนำร่องที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Senior Housing Sandbox) และการลงทุนในเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับข้าราชการไทยอย่างยั่งยืน

แก้กม.-รับบริหารเงิน

จากประสิทธิภาพที่เป็นที่ประจักษ์ ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องว่า กบข. จะสามารถเข้าไปช่วยบริหารจัดการกองทุนประกันสังคมหรือกองทุนอื่นๆ เพื่อแก้ปัญหาได้หรือไม่

นายทรงพล ยอมรับว่าที่ผ่านมาได้รับการติดต่อจากหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนให้เข้าไปช่วยบริหารเงินเช่นกัน แต่เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมายปัจจุบัน กบข. ยังทำได้เพียงบริหารเงินให้สมาชิกเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ กบข. อยู่ระหว่างการพิจารณาปรับปรุงกฎหมาย เพื่อเปิดช่องให้สามารถรับบริหารเงินให้กับหน่วยงานรัฐอื่นที่ไม่ได้เป็นสมาชิก กบข.ได้ในอนาคต หากกระบวนการทางกฎหมายผ่านความเห็นชอบจากกฤษฎีกาและสภาฯ

"ถ้ามีหน่วยงานประสานมา เราก็พร้อมที่จะลองพิจารณา ไม่มีใครไม่อยากทำงานให้สำเร็จ แต่เขาอาจจะยังขาดเครื่องมือ"