วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

7 พรรคการเมือง ชูนโยบาย 'แก้หนี้กยศ.' ชิงฐานเสียงคนรุ่นใหม่

7 พรรคการเมือง ชูนโยบาย 'แก้หนี้กยศ.' ชิงฐานเสียงคนรุ่นใหม่

ท่ามกลางสมรภูมิการเลือกตั้งปี 2569 ที่ทุกพรรคการเมืองต่างเร่งนำเสนอนโยบายเพื่อกู้ศรัทธาจากประชาชน โดยเฉพาะประเด็น “หนี้ครัวเรือน“ ซึ่งเป็นปัญหารุมเร้าที่กัดกินกำลังซื้อของกลุ่มคนฐานราก โดยหนึ่งในหนี้ที่ถูกยกมาเป็นไฮไลต์การหาเสียงคือ “หนี้เพื่อการศึกษา” จากการกู้ยืมกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งปัจจุบันมีลูกหนี้จำนวนกว่า 3.68 ล้านราย ที่อยู่ระหว่างการชำระ โดยจะมีจำนวนกว่า 1 แสนรายที่กำลังถูกส่งฟ้องร้องเนื่องจากผิดนัดชำระและไม่มาเข้ากระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ตามประกาศ

“กรุงเทพธุรกิจ” ได้รวบรวมและสรุปใจความสำคัญของนโยบายจาก “7 พรรคการเมือง” ที่เสนอแนวทางเกี่ยวกับหนี้ กยศ. ไว้ ดังนี้

1.พรรคประชาชน: รื้อโครงสร้าง เปลี่ยนเจ้าหนี้เป็น “พาร์ตเนอร์”

พรรคประชาชน (ปชน.) เลือกที่จะเสนอนโยบายที่มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยประกาศแนวคิดหลักในการเปลี่ยนสถานะ กยศ. จาก “เจ้าหนี้” ให้กลายเป็น “พาร์ตเนอร์” หรือหุ้นส่วนชีวิตของผู้กู้ โดยนโยบายที่เป็นหัวใจสำคัญคือการปรับเกณฑ์การชำระหนี้ให้เป็นแบบ Income-Contingent Loan (ICL) หรือ “คืนเมื่อพร้อม”

กล่าวคือ ยอดชำระหนี้จะแปรผันตามรายได้จริงของผู้กู้ หากรายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดไว้ ก็ยังไม่ต้องชำระหนี้ เพื่อลดแรงกดดันต่อบัณฑิตจบใหม่ที่ยังตั้งตัวไม่ได้ นอกจากนี้ยังเสนอยกเลิกกิจกรรมจิตอาสาบังคับที่สร้างภาระให้นักศึกษา เพื่อคืนเวลาให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนเอง

ในมิติของการสร้างรายได้ พรรคประชาชนเสนอมาตรการเชิงรุกด้วยการให้ กยศ. ทำหน้าที่ช่วย “หางาน” โดยเชื่อมโยงฐานข้อมูลผู้กู้ที่กำลังจะจบการศึกษากับกรมการจัดหางานและภาคเอกชน เพื่อจับคู่ตำแหน่งงานให้ตรงกับทักษะ

พร้อมทั้งเสนอมาตรการจูงใจทางภาษี (Tax Incentive) ให้กับบริษัทเอกชนที่รับผู้กู้ กยศ. เข้าทำงาน ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการชำระหนี้จากฝั่งรายได้โดยตรง มากกว่าการบีบบังคับทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ พรรคยังให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของกองทุน โดยผลักดันให้มีการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินสมทบเข้ากองทุน กยศ. อย่างเพียงพอในแต่ละปี เพื่อป้องกันภาวะถังแตก หรือปัญหาสภาพคล่องที่อาจเกิดขึ้นจากการที่รายรับลดลง ซึ่งจะช่วยการันตีโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนรุ่นต่อไป ไม่ให้ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการขาดแคลนเงินทุนหมุนเวียน

2.พรรคประชาชาติ: ล้างหนี้-ปิดจบที่เงินต้น 10%

พรรคประชาชาติ ชูนโยบาย “ล้างหนี้ กยศ.” ที่มุ่งเน้นความเป็นธรรมและการปลดปล่อยศักยภาพของคนรุ่นใหม่ ข้อเสนอหลักคือมาตรการปลดภาระ ที่เปิดโอกาสให้ผู้กู้ชำระเงินต้นเพียง 10% ของยอดหนี้เพื่อปิดบัญชีทันที ส่วนหนี้ที่เหลือทั้งเงินต้นส่วนเกิน ดอกเบี้ย และเบี้ยปรับ จะถูกยกเลิกทั้งหมด พร้อมทั้งดำเนินการล้างประวัติเครดิตบูโร ถอนการฟ้องร้อง และยุติการบังคับคดี เพื่อคืนอิสรภาพทางการเงินให้ประชาชน

แนวคิดเบื้องหลังนโยบายนี้คือการมองว่าการศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานและการลงทุนของรัฐ ไม่ใช่ภาระหนี้สินที่ประชาชนต้องแบกรับ โดยพรรคประชาชาติยังเสนอทางเลือกในการล้างหนี้ด้วยงาน โดยการเปิดช่องทางให้ผู้กู้สามารถทำงานพัฒนาท้องถิ่นหรือบริการสังคม เพื่อนำผลงานมาหักลบยอดหนี้แทนการชำระด้วยเงินสด ซึ่งเป็นนโยบายที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มทางสังคมควบคู่กับการแก้ปัญหาหนี้สิน

สำหรับผู้กู้ที่มีวินัยทางการเงินและชำระหนี้ครบถ้วนไปแล้ว พรรคประชาชาติเสนอมาตรการเยียวยาในรูปแบบ “เครดิตภาษี” (Tax Credit) โดยคืนเงินที่ชำระไปแล้วในรูปแบบส่วนลดหย่อนภาษีในอนาคต ซึ่งสามารถโอนสิทธิ์ให้นายจ้างได้เพื่อใช้เป็นแรงจูงใจในการจ้างงาน

3.พรรคเพื่อไทย: Learn to Earn และแก้หนี้แบบบูรณาการ

พรรคเพื่อไทย นำเสนอนโยบายแก้หนี้ กยศ. ภายใต้ร่มใหญ่ของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ “Learn to Earn” เรียนเพื่อสร้างรายได้ โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือรายได้ที่ไม่เพียงพอ พรรคเสนอการปรับหลักสูตรการศึกษาให้เชื่อมโยงกับตลาดแรงงานโดยตรง เพื่อให้ผู้เรียนจบมามีงานทำและมีรายได้สูงพอที่จะชำระหนี้ได้ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาหนี้สินผ่านการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของทรัพยากรมนุษย์

ในมิติของการจัดการภาระหนี้ที่มีอยู่เดิม พรรคเพื่อไทยผนวกหนี้ กยศ. เข้าเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการ “ล้างหนี้” ทั้งระบบ โดยเฉพาะกลุ่มหนี้เสีย (NPL) ที่มีมูลหนี้ไม่เกิน 200,000 บาท ซึ่งครอบคลุมผู้กู้ กยศ. จำนวนมาก จะได้รับสิทธิ์ในการชำระเพียง 10% เพื่อปิดจบหนี้ทันที ซึ่งเป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อดึงคนตัวเล็กให้หลุดพ้นจากกับดักหนี้สินและสามารถกลับมาเป็นกำลังทางเศรษฐกิจได้อีกครั้ง

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเสริมสำหรับกลุ่มเปราะบางอย่าง “ล้างหนี้วัยเกษียณ” โดยผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปที่มีหนี้เสียกับสถาบันการเงินของรัฐ จะได้รับการยกหนี้ให้เป็นศูนย์ เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี

4.พรรคภูมิใจไทย: พักหนี้ 3 ปี และการศึกษาเท่าเทียม พลัส

พรรคภูมิใจไทย ยังคงรักษาจุดแข็งด้านนโยบายการพักชำระหนี้ โดยสานต่อโครงการ “พักหนี้ 3 ปี หยุดต้น ปลอดดอกเบี้ย” สำหรับหนี้ที่มีวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมหนี้ กยศ. เกือบทั้งหมด นโยบายนี้มุ่งเน้นการให้เวลาประชาชนได้ตั้งหลัก โดยไม่ต้องพะวงกับภาระการผ่อนชำระรายเดือน เปิดโอกาสให้นำเงินไปหมุนเวียนสร้างอาชีพและรายได้ ก่อนจะกลับมาชำระหนี้เมื่อมีความพร้อม ซึ่งถือเป็นมาตรการประคองเศรษฐกิจฐานรากที่ทำได้ทันที

ควบคู่ไปกับการพักหนี้ พรรคภูมิใจไทยเสนอนโยบายการศึกษาเชิงรุกภายใต้แนวคิด “การศึกษาเท่าเทียม พลัส” ที่มุ่งเน้นการลดภาระค่าใช้จ่ายตั้งแต่ต้นทาง โดยผลักดันแพลตฟอร์มเรียนฟรีออนไลน์ (Online Learning Platform) ที่สามารถเข้าถึงได้ทุกคน และระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสะสมหน่วยกิตจากการทำงานหรือการเรียนรู้ตามอัธยาศัย เพื่อลดระยะเวลาและต้นทุนในการเรียนในระบบ ซึ่งจะช่วยลดความจำเป็นในการกู้ยืมเงินจำนวนมากในระยะยาว

5.พรรคประชาธิปัตย์: หางานให้ใช้หนี้ และบุฟเฟต์การศึกษา

พรรคประชาธิปัตย์ ชูนโยบายที่เน้นการเปลี่ยนหนี้สินให้เป็นทุนทางสังคมผ่านโมเดล “หางานให้ ใช้หนี้ กยศ.” โดยเปิดช่องทางพิเศษให้ผู้กู้สามารถทำงานบริการสาธารณะ งานจิตอาสา หรือการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อนำค่าตอบแทนหรือชั่วโมงการทำงานมาหักลบยอดหนี้เงินกู้ได้โดยตรง ซึ่งช่วยแก้ปัญหาทั้งเรื่องการชำระหนี้และการขาดแคลนแรงงานในภาคบริการสังคมไปพร้อมกัน

ในด้านการปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อลดการก่อหนี้ พรรคเสนอแนวคิด “บุฟเฟต์การศึกษา” ที่ให้ผู้เรียนสามารถเรียนในสิ่งที่อยากเรียนได้อย่างยืดหยุ่น โดยสามารถเรียนข้ามสถาบันและสะสมหน่วยกิตผ่านระบบ Credit Bank เพื่อให้จบการศึกษาได้เร็วขึ้นและเสียค่าใช้จ่ายน้อยลง พร้อมทั้งยืนยันนโยบาย “เรียนฟรี ต้องฟรีจริง” โดยตัดค่าใช้จ่ายแฝงต่างๆ ที่เป็นภาระของผู้ปกครอง เพื่อให้การเข้าถึงการศึกษาไม่เป็นต้นเหตุแห่งหนี้สิน

อีกหนึ่งจุดเด่นคือการมุ่งเน้นทักษะภาษาอังกฤษและดิจิทัล (English for All & National Digital Learning Platform) เพื่อยกระดับทักษะแรงงานไทยให้ตรงกับความต้องการของตลาดโลก ซึ่งจะส่งผลให้บัณฑิตจบใหม่มีรายได้สูงขึ้นและมีความสามารถในการชำระหนี้คืนกองทุนได้ในที่สุด

6.พรรครวมไทยสร้างชาติ ปลดหนี้ด้วยงานราชการ และการศึกษาที่เลือกได้

พรรครวมไทยสร้างชาติ มีจุดร่วมที่คล้ายคลึงกับพรรคประชาธิปัตย์ในแง่ของการใช้หนี้ด้วยงาน แต่เน้นไปที่กลไกของระบบราชการ โดยเสนอนโยบาย “ใช้หนี้ กยศ. ด้วยงานราชการ” เปิดโอกาสให้บัณฑิตที่มีหนี้สินสามารถนำความรู้ความสามารถมาทำงานให้กับหน่วยงานของรัฐหรือโครงการช่วยเหลือสังคมเพื่อปลดหนี้ แทนการหาเงินสดมาชำระ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากรในบางสาขาของภาครัฐ และให้โอกาสผู้กู้ได้ใช้ทักษะที่เรียนมาให้เกิดประโยชน์

นโยบายด้านการศึกษาของพรรคมุ่งเน้นการปลดล็อกข้อจำกัดภายใต้แนวคิด “อยากเรียนอะไรต้องได้เรียน” โดยเสนอให้ยกเลิกการสอบเข้าที่สร้างความเหลื่อมล้ำและผลักดันระบบการสอบเพื่อจบการศึกษา (Exit Exam) แทน เพื่อให้ผู้เรียนมีอิสระในการเลือกเส้นทางชีวิต ลดแรงกดดันและการแข่งขันที่นำไปสู่ค่าใช้จ่ายกวดวิชา พร้อมทั้งเน้นการศึกษายืดหยุ่นที่ตอบโจทย์อาชีพจริง เพื่อให้ผู้เรียนจบมามีงานทำรองรับ

นอกจากนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติยังให้ความสำคัญกับการยุติการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้กู้ กยศ. เพื่อลดความตึงเครียดทางสังคมและเปิดโอกาสให้มีการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้อย่างเป็นธรรม ก่อนที่จะผลักดันให้เข้าสู่กระบวนการชดใช้หนี้ด้วยการทำงานตามที่เสนอไว้

7.พรรคไทยก้าวใหม่: ล้างหนี้ กยศ. อัดฉีดกำลังซื้อเข้าระบบ

พรรคไทยก้าวใหม่ ประกาศนโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วน “ล้างหนี้ กยศ. 100%” โดยให้เหตุผลว่าการศึกษาคือการลงทุนของรัฐในทรัพยากรมนุษย์ ไม่ควรผลักภาระหนี้สินให้แก่ประชาชน การปลดหนี้จะช่วยให้บัณฑิตจบใหม่สามารถเริ่มต้นชีวิตและใช้ความรู้พัฒนาประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพโดยไม่ต้องพะวงกับการหาเงินใช้หนี้

นโยบายนี้จะสร้าง Economic Impact โดยการปลดหนี้ให้คนรุ่นใหม่กว่า 5 ล้านคน จะเป็นการปลดล็อกภาระทางการเงิน ทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย และการลงทุนรายย่อย (Micro Investment) หมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทันที และถือเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างระบบจากการ "กู้เรียน" เป็น "รัฐสวัสดิการเพื่อการลงทุน ให้เรียนฟรีและจ้างเรียน เพื่อตัดวงจรหนี้ครัวเรือนอย่างถาวร

กยศ.เผชิญวิกฤติหนี้เพื่อการศึกษาพุ่ง

รายงานจาก กยศ.พบว่า กองทุนฯ กำลังเผชิญความเสี่ยงด้านสภาพคล่องจากการที่รายรับต่ำกว่ารายจ่ายต่อเนื่อง ภายหลังการแก้ไขกฎหมาย พระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 ที่ลดเบี้ยปรับการผิดนัดชำระหนี้ลงเหลือเพียง 0.5% ปลดล็อกการค้ำประกัน และปรับลำดับการชำระหนี้ ให้ตัดเงินต้นก่อนแล้วจึงตัดดอกเบี้ยและเบี้ยปรับตามลำดับ ซึ่งส่งผลให้สถานะของกองทุนขาดเงินหมุนเวียนในปีงบประมาณ 2569 และยังอยู่ระหว่างการขอจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมจากรัฐ

นอกจากนี้ วิกฤติที่แท้จริงของ กยศ. แล้วเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาที่ใหญ่กว่า นั่นคือความล้มเหลวของการศึกษาในการสร้างรายได้เมื่อผู้กู้จำนวนมากเลือกเรียนในสาขาที่ตลาดแรงงานไม่ต้องการ หรือเรียนในสถาบันที่คุณภาพต่ำ ทำให้จบมาตกงาน หรือได้เงินเดือนขั้นต่ำไม่พอจ่ายหนี้

นอกจากนี้ ค่านิยมที่ผลักดันให้ทุกคนต้องจบปริญญาตรี โดยไม่ดูความต้องการตลาด ทำให้เกิดภาวะแรงงานวุฒิเกินงาน แต่รายได้ต่ำ

ทั้งนี้ การแข่งขันกันเสนอนโยบายล้างหนี้อาจชนะใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งในระยะสั้น แต่ประเทศชาติต้องจ่ายค่าตอบแทนราคาแพงในระยะยาวผ่านระบบวินัยการเงินที่พังทลาย หากต้องการยกระดับบุคคลให้หลุดพ้นจากครอบครัวรายได้ต่ำอย่างแท้จริง กยศ. ไม่ควรเป็นเพียงการแจกเงินกู้ แต่ต้องเป็นกลไกนำทางที่ชี้นำผู้เรียนไปสู่สาขาอาชีพที่มีอนาคต ควบคู่กับนโยบายชำระหนี้ที่ยืดหยุ่นและยุติธรรม

จากภาพรวมของนโยบายทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาหนี้การศึกษาได้กลายเป็นวาระเร่งด่วนที่ทุกพรรคการเมืองต่างตระหนักว่า หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ อาจกลายเป็นระเบิดเวลาที่ฉุดรั้งขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว