ตัวแทนพรรคการเมืองใหญ่–กลาง–ใหม่ ชูนโยบายหนุนเอสเอ็มอีเป็นฐานรากเศรษฐกิจ “เพื่อไทย” เสนอรัฐเปลี่ยนบทบาทจากผู้กำกับเป็นผู้สนับสนุน “พรรคประชาชน”เร่งปราบสินค้าเถื่อน–นอมินี ดันกฎหมายแข่งขันการค้าใหม่ ปชป.ชู “Made in Thailand First” ส่วนพรรคไทยก้าวใหม่เสนอสินเชื่อหมุนตามใบแจ้งหนี้ ควบคู่ปั้นอุตสาหกรรมอนาคต หวังยกระดับเอสเอ็มอีไทยสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน
การเสวนาเวทีดีเบต “Thailand Redesign 2026 The Next Level” ซึ่งจัดโดย ฐานเศรษฐกิจ ณ AIS สยามสแควร์ ซอย 7 ในช่วง SME Power -Up (อัปเกรดอุตสาหกรรมไทย ) โดยนายนาวา จันทนสุรคน รองประธานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่ตั้งคำถามว่า พรรคการเมืองจะดูแลเอสเอ็มอีอย่างไร
นายแพทย์ พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช จากพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐบาลต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้กำกับ” เป็น “ผู้สนับสนุน” ภาคเอกชน โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจมาตรการแรก เสนอให้เพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐจากผู้ประกอบการไทย จากเดิม 15% เป็น 30% ผ่านการออกระเบียบที่สามารถดำเนินการได้ทันที เพื่อให้หน่วยงานรัฐเป็น “ตลาด” สำคัญของคนไทย และสร้างอธิปไตยทางการค้าในประเทศ
มาตรการที่สอง คือการแก้ปัญหาสภาพคล่องของผู้ประกอบการรายเล็ก จากปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า โดยเตรียมใช้กลไกคล้ายระบบแฟคตอริ่ง (factoring) บังคับให้ภาครัฐจ่ายเงินบางส่วนล่วงหน้า เพื่อให้เอสเอ็มอีมีเงินหมุนเวียน ไม่ต้องแบกรับภาระรอการชำระเงินเต็มจำนวน
มาตรการที่สาม เน้นการกำกับดูแลการค้าระหว่างประเทศ โดยกำหนดให้บริษัทต่างชาติที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในไทยต้องจดทะเบียนในประเทศไทย เสียภาษีในประเทศไทย รวมถึงธุรกิจออนไลน์และรายได้จากโฆษณา เพื่อให้การแข่งขันเป็นธรรมและเกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจไทย
มาตรการที่สี่ คือการใช้กลไกบริษัทขนาดใหญ่เป็นหัวรถจักรเชื่อมโยงเอสเอ็มอีเข้าสู่ตลาดโลก โดยชี้ว่าในระบบห่วงโซ่อุปทานระดับโลก บริษัทใหญ่หนึ่งแห่งสามารถสร้างเครือข่ายผู้ผลิตรายย่อยจำนวนมากได้ จึงต้องวางระบบให้ธุรกิจขนาดเล็กเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจขนาดใหญ่
มาตรการที่ห้า คือการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อเอสเอ็มอี โดยมอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ลงทุนพัฒนา 2 ระบบหลัก ได้แก่ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ไม่เก็บค่า GP ในช่วง 2 ปีแรก (ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 15–30%) เพื่อช่วยลดต้นทุน และแพลตฟอร์มบริหารจัดการธุรกิจ (ERP) ให้ผู้ประกอบการใช้ฟรี ครอบคลุมตั้งแต่การจัดการสต๊อก บัญชี ไปจนถึงระบบภาษี
“ ภาคเอกชนเป็นกลไกหลักในการสร้างรายได้ของประเทศ ขณะที่รัฐจัดเก็บภาษีนิติบุคคลในอัตรา 20% เปรียบเสมือนการถือหุ้นในกิจการของเอกชน ดังนั้น รัฐควรทำหน้าที่เป็น “พาร์ตเนอร์” ที่ช่วยสร้างการเติบโต มากกว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนได้อย่างยั่งยืน”นายแพทย์ พรหมินทร์ กล่าว
ดร.สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล จากพรรคประชาชน กล่าวว่า พรรคสนับสนุนนโยบาย “Made in Thailand” เพื่อสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรมและเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็ก ซึ่งปัจจุบันกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ 2 ด้าน คือ ความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน และการขาดโอกาสทางธุรกิจ
โดยปัญหาความไม่เป็นธรรมมาจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ สินค้าเถื่อนจากต่างประเทศ การทุ่มตลาดตัดราคา (dumping) การผูกขาดบนแพลตฟอร์ม และธุรกิจนอมินี ซึ่งในกรณีสินค้าเถื่อนและการทุ่มตลาดสามารถใช้กฎหมายจัดการได้ทันที โดยแพลตฟอร์มที่ปล่อยให้มีสินค้าเถื่อนต้องมีบทลงโทษอย่างชัดเจน ขณะที่มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดควรถูกนำมาใช้เข้มข้นขึ้น และเปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีเข้าถึงได้ ไม่ใช่จำกัดเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่
สำหรับปัญหาธุรกิจนอมินีนั้น แม้มีการตรวจสอบจำนวนมาก แต่การลงโทษจริงยังน้อย ทำให้ไม่เกิดแรงจูงใจในการปฏิบัติตามกฎหมาย จึงจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน พรรคเตรียมผลักดันกฎหมายแข่งขันทางการค้าฉบับใหม่ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาในสภา หากได้ร่วมรัฐบาลจะเร่งผลักดันให้แล้วเสร็จภายใน 12–18 เดือน พร้อมตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ให้สามารถเริ่มทำงานได้ทันที
ในด้านสภาพคล่องของเอสเอ็มอี ปัญหาสำคัญมาจากการถูกยืดเครดิตเทอม แม้กฎหมายกำหนดไว้ที่ 30–45 วัน แต่ในทางปฏิบัติกลับล่าช้า 3–6 เดือน ทั้งจากภาคเอกชนรายใหญ่และบางหน่วยงานรัฐ รัฐบาลจึงต้องเข้าไปกำกับดูแลอย่างจริงจัง ทั้งเรื่องเครดิตเทอม ค่าธรรมเนียม GP และเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม ควบคู่กับการผลักดันระบบ e-Invoice เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับเงินสดเร็วขึ้น
ด้านการสร้างโอกาส พรรคเสนอขยายโครงการ “หวยใบเสร็จ” เพิ่มเพดานลดหย่อนภาษี และออกมาตรการคูปองสนับสนุนเอสเอ็มอี วงเงิน 50,000 บาทต่อราย สำหรับค่าเช่า ค่าทำบัญชี ค่ามาตรฐาน อย. หรือค่าใช้จ่ายด้านการส่งออก รวมถึงจัดสินเชื่อเพื่อการปรับตัว (Transformation Loan)
ทั้งนี้ ในแผน 100 วันแรก พรรคจะเร่งจัดการปัญหาสินค้าเถื่อน สินค้านอมินี และการทุ่มตลาด พร้อมออกสินเชื่อเพื่อการปรับตัว วงเงินรวม 250,000 ล้านบาท ครอบคลุมสินเชื่อบ้านหลังแรก เอสเอ็มอี และผู้ประกอบการรายใหญ่ รวมถึงผลักดันมาตรการ “คนละครึ่ง พึ่ง Made in Thailand” เพื่อกระตุ้นการบริโภคสินค้าไทย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
ดร.การดี เลี่ยวไพโรจน์ แคนิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า นโยบาย “Made in Thailand First” เป็นหนึ่งในนโยบายเศรษฐกิจหลักของพรรค โดยมองว่าเอสเอ็มอีคือกลไกสำคัญของการเติบโตเศรษฐกิจไทย แม้ปัจจุบันผู้ประกอบการรายเล็กจะเผชิญความท้าทายรอบด้าน รัฐจึงต้องมีมาตรการสนับสนุนอย่างชัดเจน ทั้งการให้แต้มต่อด้านจัดซื้อจัดจ้างและการเปิดตลาด
ขณะเดียวกัน พรรคให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสตาร์ทอัพ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและ AI ซึ่งยังขาดโอกาสทางการตลาด โดยเห็นว่าสิ่งที่สตาร์ทอัพต้องการมากกว่าเงินทุน คือการมีลูกค้าและรายได้ต่อเนื่อง 2–3 ปี เพื่อสร้างผลงานและต่อยอดสู่การระดมทุนในอนาคต ภาครัฐจึงควรมีบทบาทเป็นลูกค้ารายสำคัญ
ในด้านการค้า พรรคสนับสนุนการทำ FTA เชิงรุกควบคู่การดูแลผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมเสนอแนวคิด “Mini FTA” ในระดับพื้นที่ เพื่อให้ข้อตกลงตอบโจทย์ท้องถิ่นและเปิดโอกาสให้วิสาหกิจชุมชนเข้าถึงตลาดมากขึ้น
สำหรับการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ควรกำหนดเงื่อนไขให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย ไม่ใช่การลงทุนระยะสั้น พร้อมเร่งสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีและบริการคลาวด์ เพื่อยกระดับเอสเอ็มอีไทยสู่การแข่งขันในเวทีโลกอย่างยั่งยืน
นายภาณุรัช ดำรงไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและนวัตกรรม พรรคไทยก้าวใหม่ ระบุว่า โลกาภิวัตน์ในปัจจุบันไม่ใช่การเปิดเสรีอย่างแท้จริง หลายประเทศหันมาใช้มาตรการปกป้องผลประโยชน์ของตนเองมากขึ้น ทั้งการจำกัดแพลตฟอร์มต่างชาติและการใช้มาตรการภาษี สะท้อนการแข่งขันทางเศรษฐกิจโลกที่เข้มข้น
สำหรับประเทศไทย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่องจากการขายสินค้าได้แต่ยังไม่ได้รับชำระเงิน พรรคจึงเสนอให้รัฐออกมาตรการเงินหมุนชั่วคราวในรูปแบบเงินกู้ระยะสั้นตามใบแจ้งหนี้ (Invoice Financing) เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องในช่วง 2-3 เดือนแรก ลดการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ
ในระยะยาว ไทยควรเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เช่น Data Center และ AI เพื่อให้เอสเอ็มอีไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานใหม่ โดยต้องคำนึงถึงต้นทุนพลังงานและเสถียรภาพค่าไฟฟ้าอย่างรอบด้าน พร้อมเสนอให้ศึกษาทางเลือกพลังงานใหม่ เช่น พลังงานความร้อนใต้พิภพในพื้นที่ EEC เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานสะอาด รองรับเศรษฐกิจดิจิทัล โดยนโยบายเศรษฐกิจควรมุ่งช่วยธุรกิจให้อยู่รอดในปัจจุบัน ควบคู่กับการวางรากฐานอุตสาหกรรมและพลังงานแห่งอนาคต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว





