background-default

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม 2569

Login
Login

เวทีดีเบต Thailand Redesign 2026  ชี้ไทยต้องไม่เลือกข้างท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

เวทีดีเบต Thailand Redesign 2026  ชี้ไทยต้องไม่เลือกข้างท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

พรรคการเมือง เห็นพ้องไทยไม่ควรเลือกข้างในสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์โลก แต่ต้องยึดผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก ชูแนวทางความเป็นกลางเชิงยุทธศาสตร์ กระจายความเสี่ยงทางการค้า เสริมบทบาทอาเซียน

การเสวนาเวทีดีเบต “Thailand Redesign 2026 The Next Level” ซึ่งจัดโดย ฐานเศรษฐกิจ ณ AIS สยามสแควร์ ซอย 7 ในช่วง The Global Stragy (สมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์ ) โดยนายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน  ตั้งคำถามว่า  ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ไทยควรวางตัวอย่างไร   

ดร.สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล จากพรรคประชาชน กล่าวว่า แนวนโยบายการต่างประเทศของพรรค คือ “โปรไทย”ที่ยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง การดำเนินความสัมพันธ์กับนานาประเทศจะพิจารณาจากประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับ หากใกล้ชิดแล้วเกิดประโยชน์ก็พร้อมเดินหน้า แต่หากกระทบผลประโยชน์ของคนไทยก็ต้องทบทวนและรักษาระยะห่างอย่างเหมาะสม  ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ 3 ประการ ได้แก่ แรงกดดันจากจีน สหรัฐอเมริกา และภาวะเศรษฐกิจโลกโดยรวม

โดยแรงกดดันจากจีนเกี่ยวข้องกับปัญหาสินค้านำเข้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งหากเป็นสินค้าที่มีคุณภาพก็ไม่ใช่ปัญหา แต่หากสร้างผลกระทบต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภคไทย รัฐต้องมีมาตรการจัดการอย่างจริงจัง

ส่วนแรงกดดันจากสหรัฐอเมริกา มาจากมาตรการทางภาษีและการค้าของประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งอาจกระทบต่อการส่งออกของไทย โดยเฉพาะในตลาดสำคัญ ขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวส่งผลโดยตรงต่อไทยในฐานะประเทศที่พึ่งพาการค้าและการท่องเที่ยวสูง

เวทีดีเบต Thailand Redesign 2026  ชี้ไทยต้องไม่เลือกข้างท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

จากความท้าทายดังกล่าว พรรคประชาชนจึงกำหนดยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศที่เน้นการกระจายความร่วมมือ ไม่ยึดติดกับมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง พร้อมทั้งมองหาโอกาสใหม่ ๆ ทั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ ขณะเดียวกัน พรรคยังมองโอกาสในตลาดอินเดียและตะวันออกกลาง ซึ่งมีศักยภาพเติบโตสูง โดยเสนอแนวคิดพัฒนาท่าเรือระนอง เพื่อยกระดับการขนส่งสินค้าทางทะเล เชื่อมโยงตลาดอินเดียได้สะดวกขึ้น ด้วยงบลงทุนระดับหลักหมื่นล้านบาท เพื่อรองรับเรือขนาดใหญ่และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน

นอกจากนี้ พรรคสนับสนุนการเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น แคนาดาและอินเดีย ซึ่งต่างเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะอินเดียที่มีความนิยมประเทศไทยในฐานะจุดหมายจัดงานแต่งงานและการท่องเที่ยว สร้างรายได้เข้าประเทศจำนวนมากในแต่ละปี

“แนวทางทั้งหมดอยู่ภายใต้หลัก “โปรไทย” คือไม่เลือกข้างมหาอำนาจ แต่เลือกผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ เพื่อเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจของไทยในเวทีโลก”ดร.สิทธิพล กล่าว

นายภาณุรัช ดำรงไทย  ประธานยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและนวัตกรรม พรรคไทยก้าวใหม่  กล่าวว่า  ไทยควรวางท่าทีอย่างรอบคอบ ไม่เร่งตัดสินใจเลือกข้าง โดยประเทศไทยไม่ใช่มหาอำนาจระดับโลก จึงไม่ควรแสดงท่าที “ห้าวหาญเกินไป” ในการเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรรอดูสถานการณ์และประเมินผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก พร้อมยกตัวอย่างมาตรการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ที่แม้จะกระทบการค้าโลก แต่ไทยยังมีตลาดอื่นอีกจำนวนมากที่สามารถขยายโอกาสได้

เวทีดีเบต Thailand Redesign 2026  ชี้ไทยต้องไม่เลือกข้างท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

ในด้านความสัมพันธ์กับมหาอำนาจ  ไทยควรใช้แนวทางสมดุล เรียนรู้จุดแข็งของทั้งสองฝ่าย โดยสหรัฐอเมริกาโดดเด่นด้านเทคโนโลยีและระบบธรรมาภิบาลที่ชัดเจน ขณะที่จีนมีความยืดหยุ่นด้านต้นทุนการผลิตและตัวเลือกสินค้าหลากหลาย ไทยสามารถร่วมมือกับจีนในด้านที่เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่ไม่จำเป็นต้องละทิ้งความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ

นายแพทย์ พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช จากพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ความขัดแย้งของมหาอำนาจโลก  ไทยควรยึดแนวทางสมดุล ไม่เอนเอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะหากเลือกเผชิญหน้าหรือเข้าร่วมความขัดแย้ง ย่อมส่งผลเสียมากกว่าผลดี หากย้อนดูประวัติศาสตร์ จะเห็นว่า ประเทศไทยสามารถรักษาเอกราชมาได้เพราะความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงภูมิภาค และการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างสุขุมรอบคอบ โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ทรงรักษาเอกราชของชาติไว้ได้ แม้ต้องยอมเสียสละบางส่วนเพื่อประโยชน์ระยะยาว

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันที่สหรัฐอเมริกาและจีนแข่งขันกันอย่างเข้มข้น แต่ในทางปฏิบัติทั้งสองประเทศยังมีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและการลงทุนระหว่างกันอย่างลึกซึ้ง ผู้นำของทั้งสองฝ่ายยังคงมีการพบปะและหารือกันอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจมีทั้งการแข่งขันและความร่วมมือควบคู่กัน

เวทีดีเบต Thailand Redesign 2026  ชี้ไทยต้องไม่เลือกข้างท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงไม่จำเป็นต้องเร่งแสดงท่าทีเลือกข้างอย่างชัดเจน แต่ควรศึกษาสถานการณ์อย่างรอบด้าน “รู้เขา รู้เรา” และประเมินผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก การดำเนินความสัมพันธ์กับจีนหรือสหรัฐฯ รวมถึงการทำความตกลงทางการค้าใด ๆ ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานผลประโยชน์ของชาติ ไม่ใช่อารมณ์ทางการเมือง

“ ในโลกที่ผันผวน ไทยต้องรักษาความยืดหยุ่นทางการทูต เชื่อมความสัมพันธ์กับทุกฝ่าย และไม่ปล่อยให้ความขัดแย้งของมหาอำนาจมากำหนดอนาคตของประเทศ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าได้อย่างมั่นคงในระยะยาว”นายแพทย์ พรหมินทร์ กล่าว

เวทีดีเบต Thailand Redesign 2026  ชี้ไทยต้องไม่เลือกข้างท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

ดร.การดี เลี่ยวไพโรจน์ แคนิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า  พรรคเสนอ เสนอ 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อให้ไทยสามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคงท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจ

ประเด็นแรก คือ “Strategic Neutrality” หรือความเป็นกลางเชิงยุทธศาสตร์ โดยเห็นว่าไทยไม่จำเป็นต้องสร้างศัตรูเพิ่มเติม เศรษฐกิจไทยมีขนาดเล็กและเป็นระบบเปิด จึงควรใช้ความยืดหยุ่นและความชาญฉลาดทางการทูตในการดำรงจุดยืน ไม่เอนเอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่รักษาผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก

ประเด็นที่สอง คือการย้ำบทบาท “ASEAN Centrality” หรือการเป็นศูนย์กลางของอาเซียน แม้ประเทศไทยเพียงลำพังอาจมีขนาดเล็กเกินไปในเวทีโลก แต่อาเซียนในฐานะกลุ่มภูมิภาคมีศักยภาพสูง ไทยควรกลับมามีบทบาทนำในประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะในจังหวะที่กำลังจะได้รับตำแหน่งประธานอาเซียนอีกครั้ง ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างเอกภาพระหว่างประเทศสมาชิก และกำหนดยุทธศาสตร์ร่วมกัน เช่น การพัฒนาเป็นห่วงโซ่อุปทานของโลก แทนการแข่งขันกันเองภายในภูมิภาค


ประเด็นที่สาม คือการกระจายความเสี่ยง (Diversification) และเสริมความมั่นคงรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะความมั่นคงด้านพลังงานสะอาด อาหาร และไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ซึ่งโลกยุคเศรษฐกิจดิจิทัลทำให้พลังงานกลายเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญยิ่ง โดยเฉพาะพลังงานสีเขียวและพลังงานสะอาด ไทยสามารถใช้จุดแข็งด้านภูมิศาสตร์เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงพลังงานสะอาดในภูมิภาค เช่น การรับส่งพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่ระบบภูมิภาค


 

นอกจากนี้ ไทยยังมีศักยภาพด้านความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งเป็นประเด็นที่โลกให้ความสำคัญมากขึ้น การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ในภูมิภาค จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและความน่าเชื่อถือของประเทศ

“หากไทยสามารถรักษาความเป็นกลางเชิงยุทธศาสตร์ สร้างบทบาทนำในอาเซียน และเร่งเสริมความมั่นคงรูปแบบใหม่ ประเทศไทยจะสามารถยืนหยัดและสร้างโอกาสท่ามกลางความผันผวนของโลกได้อย่างยั่งยืน” ดร.การดี กล่าว